ตำนาน “นรกลูกหนังแห่งตุรกี” อลี ซามี เยน

ถ้าหากถามนักฟุตบอลที่เคยไปสัมผัสบรรยากาศในสนาม อลี ซามี เยน ของกาลาตาซารายทีมดังตุรกีมาแล้ว ว่าเขาอยากจะกลับไปเยือนอีกซักครั้งหรือไม่ เชื่อว่าไม่มีใครอยากกลับไปเยือนที่แห่งนี้อย่างแน่นอน ไม่ว่าคุณจะเป็นนักฟุตบอลฝีเท้าดีแค่ไหนอยู่กับทีมที่ยิ่งใหญ่เพียงใดก็ตาม แต่ถ้าหากว่าทีมของคุณไม่ใช่กาลาตาซารายแล้วละก็ สนามแห่งนี้ก็คือนรกในเกมฟุตบอลของคุณอย่างแน่นอน

“อลี ซามี เยน” เป็นชื่อเก่าของรังเหย้าทีมดังจากตุรกี ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นเติร์ก เทเลคอม อารีนา เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ก่อตั้งสโมสร คือ อลี ซามี เฟรเชรี่ ซึ่งเปลี่ยนนามสกุลของเขาที่เป็นชื่อแอลแบเนียนตามเชื้อสายมาเป็น “เยน” ซึ่งมีความหมายว่าผู้ชนะในภาษาตุรกี เพื่อระลึกถึงเขาในฐานะผู้ก่อตั้งและพาทีมเป็นแชมป์ลีกตุรกีได้ถึงสามสมัย ในเวลาการเล่นของเขากับทีมเพียงแค่ 5 ปีเท่านั้นเอง

สาเหตุที่สนามแห่งนี้ถูกขนานนามว่า “นรกลูกหนังแห่งตุรกี” ก็เพราะว่าบรรยากาศการเชียร์ภายในสนามนั้นของแฟนบอลที่นี่นั้น เต็มไปด้วยความดุเดือดคุกคามและรุนแรงอย่างมาก จนทำให้นักฟุตบอลทีมเยือนเล่นไม่ออกกันเลยทีเดียว และไม่ใช่แค่นักเตะธรรมดาทั่วไปเท่านั้นที่จะโดนบรรยากาศของสนามแห่งนี้เล่นงาน แม้แต่ผู้เล่นระดับโลกหลายต่อหลายคนก็เคยมาพบกับความปราชัยที่แล้วทั้งสิ้น ไม่เว้นแม้แต่ราชันชุดขาวในยุดกาลาคติกอสที่มีซูเปอร์สตาร์ล้นทีม ดังนั้นในยุคนั้นไม่ว่าคุณจะเป็นทีมใหญ่ขนาดไหนก็ตาม หากจับต้องฉลากมาเจอกับกาลาตาซารายแล้วละก็ สิ่งที่ต้องทำก็คือยิงตุนในบ้านตัวเองไว้เยอะ ๆ เลยจะดีที่สุด เพราะหากคุณคาดหวังมาชนะที่อลี ซามี เยน ละก็ต้องบอกเลยว่ายากมาก ๆ

ไม่เพียงแค่บรรยากาศในสนามเท่านั้นที่ทำให้พวกเขาได้เปรียบ ไรอัน กิ๊กส์ ปีกพ่อมดแห่งทัพปีศาจแดงเคยเล่าว่า นอกจากบรรยากาศในสนามจะชวนให้ก้าวขาไม่ออกแล้ว พวกเขายังโดนแฟนบอลหัวรุนแรงของฝั่งเจ้าบ้าน ผลัดกันมาเมามายและตะโกนโหวกเหวกหน้าที่พักทั้งคืนจนแทบจะไม่ได้หลับได้นอน ทั้งยังมีแฟนบอลตะโกนข่มคู่คุกคามตลอดการเดินทางสู่สนาม แถมพอไปถึงแฟนจำนวนมากก็เข้าไปรอและเริ่มกดดันผู้เล่นทีมเยือนตั้งแต่ช่วงลงอบอุ่นร่างกายกันเลยทีเดียว เรียกว่าทำทุกอย่างที่ทำให้ทีมของพวกเขาได้เปรียบเลยก็ว่าได้

ปัจจุบันนั้นกฎการควบคุมแฟนบอลนั้นเข้มงวดและมีโทษรุนแรงมากขึ้น ทำให้บรรยากาศดุเดือดของนรกลูกหนังดูเบาลงกว่าเดิมมาก และข่มขวัญนักเตะทีมเยือนได้ไม่มากเหมือนที่เคยเป็น แต่ก็ต้องบอกว่าสนามแห่งนี้ยังคงมีบรรยากาศการเชียร์ที่ดุเดือดมากกว่าหลาย ๆ ที่ในโลก ดังนั้นหากเป็นไปได้ก็ยังคงไม่มีนักฟุตบอลคนไหนที่อยากจะไปเยือน “นรกลูกหนัง” แห่งนี้อย่างแน่นอน

สนาม “เดอะ เดน” บ้านของฮูลิแกน และฝันร้ายของแฟนบอลทีมเยือน

ถ้าหากว่าคุณกำลังจะตามไปเชียร์ทีมฟุตบอลในดวงใจของคุณ และพวกเขามีโปรแกรมที่จะต้องไปเยือนทีมเล็ก ๆ ทีมหนึ่งอย่างมิลล์วอลล์แล้วละก็ ก่อนอื่นคือคุณจะต้องหยุดและคิดดูอีกซักครั้งก่อนที่จะตัดสินใจ ไม่ใช่เพราะว่าพวกเขาเป็นทีมใหญ่ฟอร์มร้อนแรงพร้อมจะถล่มทีมรักของคุณแต่อย่างใด แต่สิ่งที่จะต้องนำมาคิดไตร่ตรองอีกครั้งก็คือความปลอดภัยของตัวคุณเองนั่นแหละ เพราะสนามเดอะ เดน ซึ่งเป็นสนามเหย้าของพวกเขานั้นเป็นแหล่งรวมของแฟนบอลที่ป่าเถื่อนที่สุดทีมหนึ่งบนเกาะอังกฤษนั่นเอง

สนามเดอะ เดน (The Den) รังเหย้าของมิลล์วอลล์นั้น ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงลอนดอน เป็นสนามที่มีขนาดเล็กมีความจุเพียงแค่สองหมื่นกว่าที่นั่งเท่านั้น แต่มันกลับเป็นสถานที่น่ากลัวมากสำหรับแฟนบอลทีมเยือน เพราะด้วยความที่มีสนามที่เล็กและแคบ แต่ดันบรรจุไปด้วยแฟนบอลหัวรุนแรงทั้งนั้น เสียงตะโกนที่เต็มไปด้วยถ้อยคำที่รุนแรงและคุกคามจึงดังก้องมากเป็นพิเศษ และหากคุณอยู่ฟังแฟนทีมเยือนแล้วละก็จะต้องพยายามข่มอารมณ์กับคำด่าทอเหล่านั้นให้ได้ เพราะถ้าอีกฝั่งไม่สามารถควบคุมอารมณ์ไว้ได้แล้วนั้น ทางฝั่งเจ้าบ้านเค้าก็พร้อมจะปะทะเสมอและเรื่องมักจะจบลงด้วยการนองเลือดอยู่เป็นประจำ นอกจากการปะทะกันกับแฟนบอลทีมเยือนแล้ว กับคำตัดสินของกรรมการที่ทำให้พวกเขาไม่พอใจก็เช่นกัน มักจะมีการเสียงตะโกนด่าทอรวมถึงขว้างปาสิ่งของมาจากพวกเขาเสมอ หากเห็นว่ากรรมการตัดสินไม่เป็นธรรมต่อพวกเขา

ด้วยความที่พวกเขาเป็นหนึ่งในทีมที่เก่าแก่ และอยู่ในเมืองหลวงอย่างกรุงลอนดอน ที่สำคัญพวกเขาดันเล่นอยู่แค่ในลีกเล็กระดับล่างเท่านั้น ทำให้เป็นปมด้อยที่พวกเขาโดนแฟนบอลทีมอื่นที่ใหญ่กว่าเยาะเย้ยถากถาง ซึ่งแฟนบอลมิลล์วอลล์ก็เป็นพวกจุดเดือดต่ำซะด้วย ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมักจะปวดหัวเสมอเมื่อมีการแข่งขันระหว่างมิลล์วอลล์กับทีมร่วมเมืองลอนดอน โดยเฉพาะเป็นการเจอกันของมิลล์วอลล์กับเวสต์แฮมอีกหนึ่งทีมที่ขึ้นชื่อเรื่องฮูลิแกนแล้วระก็ ถึงกับต้องใช้เฮลิคอปเตอร์ขึ้นบินเพื่อควบคุมสถานการณ์เลยทีเดียว ก็ยังถือเป็นข่าวดีของเจ้าหน้าที่อยู่บ้างที่พวกเขาทั้งคู่เล่นอยู่คนละดิวิชั่นกัน แต่ถึงจะมีการควบคุมเข้มงวดเพียงใดก็ยังคงมีการเปิดเผยจากทางตำรวจว่า มีคดีการใช้ความรุนแรงและใช้อาวุธทำร้ายแฟนบอลคู่แข่งของฮูลิแกนฝั่งมิลล์วอลล์มากถึง 56 คดีจากช่วงเวลาเพียงแค่ 4 ปีที่ผ่านมา

ถึงแม้ว่าเทคโนโลยีต่าง ๆ จะถูกนำมาใช้เพื่อป้องกันเหตุรุนแรงจะดีมากในปัจจุบัน แต่สำหรับแฟนบอลทีมเยือนแล้วสนามเดอะ เดน ยังคงเป็นที่ที่น่ากลัวเสมอ หากอยากรู้ว่าน่ากลัวแค่ไหนก็ลองหาหนังเรื่อง “อันธพาลลูกหนัง”(Green Street Hooligans) มาดูก่อน เพื่อจะได้รู้ว่าที่นั่นน่ากลัวเพียงใด และจะได้หาทางหนีทีไล่ไว้ก่อนที่จะเข้าไปชมทีมรักของคุณ

สนามซานติอาโก้ เบอร์นาเบว บัลลังก์แห่งราชันชุดขาว

ถ้าจะพูดถึงสนามฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ทั้งในด้านขนาดและความสำเร็จบนโลกแห่งฟุตบอลแล้วละก็ ชื่อหนึ่งที่จะติดอยู่ในอันดับต้น ๆ ของโลกฟุตบอลจะต้องเป็นชื่อสนาม “ซานติอาโก้ เบอร์นาเบว” สนามเหย้าของทีมราชันชุดขาว เรอัล มาดริด ในประเทศสเปนอย่างแน่นอน เพราะตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนานบนโลกลูกหนังของสนามแห่งนี้ มีเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่มากมายบนโลกฟุตบอลเกิดขึ้นจบลงและถูกจารึก ไว้บนสังเวียนลูกหนังที่ได้ชื่อว่า เป็นบัลลังก์ของราชันชุดขาวแห่งนี้

แรกเริ่มเดิมทีนั้นมาดริดมีสนามเหย้าที่ชื่อว่า คัมโป เด โอดอนเนลในช่วงก่อตั้งสโมสร และได้ทำการย้ายสนามเกิดขึ้นเพื่อรองรับจำนวนแฟนบอลที่มากขึ้นในช่วงปี 1923 มาเป็นสนามที่มีชื่อว่า “ชามาร์ติน” ซึ่งในเวลาต่อมาสนามแห่งนี้ก็กลายเป็นสนามที่เล็กเกินไปอีกครั้ง ตามจำนวนแฟนบอลที่มากขึ้นทุกวันของทีม ทำให้ประธานสโมสรในขณะนั้นเกิดแนวคิดที่จะสร้างสนามขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อรองรับฐานแฟนบอลที่จะมากขึ้นไปอีกในอนาคตด้วย จึงได้ทำการสร้างสนามแห่งนี้ขึ้นมาในปี 1943 แต่ก็ยังคงใช้ชื่อสนามตามชื่อเดิมอยู่นั่นคือ “ชามาร์ติน” จนกระทั้งเมื่อปี 1955 จึงได้เปลี่ยนชื่อสนามแห่งนี้ตามชื่อของประธานสโมสรที่ได้ทำการสร้างมันขึ้นมาคือ ซานติอาโก้ เบอร์นาเบว เยสเต้ และใช้ชื่อนี้มาจนถึงปัจจุบัน

เบอร์นาเบวนั้นปัจจุบันมีความจุสูงถึง 81,044 ที่นั่ง ซึ่งถือเป็นความจุที่ใหญ่มากที่สุดแห่งหนึ่งในวงการฟุตบอล นอกจากจะเป็นสนามที่มีขนาดใหญ่แล้ว ภายในยังมีทั้งโรงแรมห้อง พักนักกีฬา พิพิธภัณฑ์และหอเกียรติยศ ซึ่งบันทึกเรื่องราวประวัติศาสตร์ฟุตบอลของทีมไว้เปิดให้แฟนบอลเข้าไปชมอีกด้วย แถมยังเป็นสนามที่ตั้งอยู่ในย่านเศรษฐกิจใจกลางมหานครมาดริดเมืองหลวงของสเปน ทำให้มีผู้คนทั้งแฟนบอลและนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก สนใจเข้าเยี่ยมชมสนามแห่งนี้อย่างไม่ขาดสาย ที่สำคัญเบอร์นาเบวยังสถานีรถไฟฟ้าเป็นของตัวเองไว้รองรับผู้คนที่จะเดินทางมาอีกด้วย

ในด้านความสำเร็จและประวัติศาสตร์ฟุตบอลนั้น ซานติอาโก้ เบอร์นาเบวเคยถูกเลือกให้เป็นสังเวียนนัดชิงยูฟ่า แชมเปี้ยนลีกมาแล้วถึง 3 สมัย และยังเคยเป็นสนามที่ใช้จัดนัดชิงฟุตบอลนัดชิงยูโร 1964 ซึ่งทีมชาติสเปนสามารถคว้าแชมป์ในบ้านตัวเองที่สนามแห่งนี้ได้สำเร็จอีกด้วย และยังมีโอกาสได้จัดฟุตบอลโลกนัดชิงชนะเลิศอีกหนึ่งครั้งในปี 1982 แต่ครั้งนี้เป็นการบันทึกความทรงจำที่ยิ่งใหญ่ของอิตาลีแทน เพราะเจ้าภาพอย่างสเปนชิงตกรอบรองชนะเลิศไปก่อนอย่างน่าเสียดาย นอกจากจะเคยผ่านช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่ทั้งในส่วนของทีมชาติและทีมสโมสรแล้ว ความสำเร็จของทีมเรอัล มาดริดและเหล่าผู้เล่นระดับโลกหลายคน ต่างก็ก้าวเข้ามาเพื่อตามหาความฝันและความสำเร็จในเส้นทางฟุตบอล ในสนามแห่งนี้กันแบบไม่เคยขาดสาย ทำให้ทุกยุคทุกสมัยที่สนามแห่งนี้จะมีผู้เล่นที่ดีที่สุดของโลกอยู่ในทีมเสมอ และผลที่ตามมาก็คือความสำเร็จที่พวกเขากวาดมาสู่หอเกียรติยศในสนามแห่งนี้มากมายตามไปด้วย ทั้งแชมป์ลีก 34 ใบ แชมเปี้ยนลีก 13 ใบ โคปา เดอ เรย์ 19 ใบ ยังไม่นับรายการย่อยออื่น ๆ เพียงเท่านี้ก็หาทีมที่จะไล่ตามพวกเขาได้ยาก สมกับฉายาที่ถูกเรียกว่า “ราชัน” อย่างแท้จริง

ปัจจุบันซานติอาโก้ เบอร์นาเบว ไม่ใช่เป็นเพียงสนามฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่เท่านั้น สถานที่แห่งนี้ยังกลายเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของกรุงมาดริดอีกด้วย นั่นเป็นสิ่งที่ยืนยันได้อย่างดีว่าสนามแห่งนี้ ประสบความสำเร็จอย่างมาก ทั้งในแง่ของรายได้และความสำเร็จด้านฟุตบอล และทางสโมสรกำลังวางแผนที่จะปรับปรุงสนามครั้งใหญ่อีกครั้ง ดังนั้นรับองได้เลยว่า ซานติอาโก้ เบอร์นาเบว จะยังคงเป็นสถานที่บันทึกเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่ของโลกฟุตบอลไปอีกนานเท่านาน

ลัดเลาะรอบโอลด์ แทรฟฟอร์ด โรงละครแห่งความฝันของสาวกปีศาจแดง

โอลด์ แทรฟฟอร์ด เป็นสนามเหย้าของทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สโมสรฟุตบอลชั้นนำของประเทศอังกฤษที่มีแฟนบอลมากกว่า 600 ล้านคนทั่วโลก ที่นี่จึงเปรียบเสมือนเป็นจุดหมายปลายทางของสาวกปีศาจแดงทั่วโลกที่ต้องการมาเยี่ยมเยือนสักครั้ง ทำให้แฟนคลับนับล้านคนผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเดินทางมายังสนามแห่งนี้ตลอดทั้งปี และด้วยมนต์ขลังของสโมสรอันมีประวัติศาสตร์ยาวนานนับ 100 ปี ทำให้เซอร์บ็อบบี้ ชาร์ลตัน อดีตนักเตะระดับตำนานของสโมสรให้สมญานามสถานที่แห่งนี้ว่า “โรงละครแห่งความฝัน”

โอลด์ แทรฟฟอร์ด เริ่มใช้งานครั้งแรกเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 1910 ด้วยความจุสนามสูงถึง 80,000 ที่นั่ง ซึ่งสมัยนั้นแฟนบอลยังนิยมการยืนเชียร์ในสนาม ต่อมาในปี 1941 สนามได้รับความเสียหายจากระเบิดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จนต้องได้รับการบูรณะสนามขึ้นใหม่และเปิดใช้งานอีกครั้งในปี 1949 หลังจากนั้นสนามก็ได้รับการปรับปรุงอีกหลายครั้งจนกลายเป็นหนึ่งในสนามที่ทันสมัยที่สุดของวงการฟุตบอล ในปัจจุบันโอลด์ แทรฟฟอร์ด ไม่ได้เป็นเพียงแค่สนามฟุตบอลที่รองรับแฟนบอลซึ่งเดินทางมาชมเกมการแข่งขันในวันที่ทีมลงสนามเท่านั้น แต่ยังเต็มไปด้วยสถานที่ที่พร้อมให้แฟนบอลได้ทำกิจกรรมเกี่ยวกับสโมสรในวันที่ไม่มีการแข่งขันได้ตลอดทั้งวัน

เริ่มต้นกันด้วยการทัวร์สนามที่ Museum & Tour Centre บริเวณทิศเหนือของสนาม โดยไม่ลืมเก็บภาพรูปปั้นเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน อดีตผู้จัดการทีมที่พายูไนเต็ดคว้าแชมป์มากมาย ซึ่งตั้งอยู่บริเวณทางเข้า และหากใครหิวยังสามารถแวะรับประทานอาหารที่ Red Café ก่อนเริ่มทัวร์ได้ ในการทัวร์สนามนั้นไกด์จะพาชมทั่วทุกมุมของอัฒจันทร์แต่ละฝั่งสลับกับการเยี่ยมชมห้องแต่งตัวของนักเตะและห้องแถลงข่าว ก่อนจะพาลงสู่สนามทางอุโมงค์เช่นเดียวกับเวลานักฟุตบอลลงทำการแข่งขัน และพาไปชมซุ้มม้านั่งฝั่งเจ้าบ้านอย่างใกล้ชิด ต่อจากนั้นจะให้นักท่องเที่ยวเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมประวัติศาสตร์ทั้งหมดของสโมสร ไม่ว่าจะเป็นถ้วยรางวัล, ชุดที่นักเตะใส่แข่งขัน รวมไปถึงประวัตินักเตะระดับตำนานจนถึงปัจจุบัน

เมื่อออกจากพิพิธภัณฑ์แล้ว ให้เดินออกมายังทิศตะวันออกของสนามเพื่อถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกับ “The United Trinity” รูปปั้นตำนานนักเตะประจำสโมสรทั้ง 3 คน ได้แก่ จอร์จ เบสต์, เดนนิส ลอว์ และบ็อบบี้ ชาร์ลตัน ที่ตั้งหันหน้าเข้าหาสนามโอลด์ แทร็ฟฟอร์ ก่อนจะหันมาเก็บภาพสนามในมุมกว้างโดยมีรูปปั้นเซอร์แมตต์ บัสบี้ ผู้จัดการทีมที่พาปีศาจแดงครองความยิ่งใหญ่ในอังกฤษและทวีปยุโรปตั้งตระหง่านอยู่บริเวณทางเข้า Megastore ร้านขายของที่ระลึกประจำสโมสรซึ่งเป็นเป้าหมายต่อไป หลังจากเลือกช้อปปิ้งอย่างจุใจ แล้วให้เดินมายังด้านข้างของอัฒจันทร์ฝั่งตะวันออกอันเป็นที่ตั้งของอนุสรณ์ความทรงจำโศกนาฏกรรมที่มิวนิค เพื่อระลึกถึงนักเตะและเจ้าหน้าที่ของสโมสรที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์เครื่องบินตกเมื่อปี 1958 เป็นการส่งท้ายทริป

และหากต้องการค้างคืนที่เมืองแมนเชสเตอร์ แนะนำให้เลือกพักที่ “โฮเทล ฟุตบอล” โรงแรมระดับ 4 ดาวที่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับสนามโอลด์ แทรฟฟอร์ด เพราะนอกจากจะได้ชมโรงละครแห่งความฝันในมุมสูงแล้ว ยังอาจได้พบกับอดีตนักเตะดาวดังอย่าง ไรอัน กิ๊กซ์, แกรี่ เนวิลล์, ฟิล เนวิลล์, พอล สโคลส์ หรือนิกกี้ บัตต์  ซึ่งเป็นเจ้าของโรงแรมร่วมกันก็เป็นได้

“เวมบลีย์ สเตเดียม” สนามแห่งจิตวิญญาณของชาวอังกฤษ

ประเทศอังกฤษได้ชื่อว่าเป็นต้นกำเนิดของกีฬาฟุตบอล แถมฟุตบอลลีกสูงสุดของประเทศอย่างพรีเมียร์ลีก ยังถือเป็นลีกที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับ 1 ของโลกอีกด้วย ชาวอังกฤษล้วนผูกพันกับโลกลูกหนังมาตั้งแต่เด็ก ทั้งฟุตบอลระดับสโมสรและทีมชาติ โดยสนามฟุตบอลที่ชาวอังกฤษทั้งประเทศผูกพันมากที่สุดคงหนีไม่พ้น “เวมบลีย์ สเตเดียม” ซึ่งถูกใช้เป็นสนามเหย้าของทีมชาติอังกฤษนั้นเอง

สนามเวมบลีย์ ตั้งอยู่ในเวมบลีย์ปาร์ก กรุงลอนดอน เริ่มก่อสร้างในปี 1922 โดยแล้วเสร็จและเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 28 เมษายน 1923 ซึ่งเป็นเกมการแข่งขันฟุตบอลเอฟเอ คัพ นัดชิงชนะเลิศ ระหว่างโบลตัน วันเดอเรอร์ส กับเวสต์แฮม ยูไนเต็ด และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาสนามแห่งนี้ก็ถูกใช้เป็นสนามแข่งขันนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลเอฟเอ คัพ ซึ่งเป็นฟุตบอลถ้วยที่เก่าแก่ที่สุดในโลกจนถึงปัจจุบัน จนมีข้อความว่า “Road to Wembley” เป็นสโลแกนประจำการแข่งขัน นอกจากนั้นเวมบลีย์ยังถูกใช้เป็นสนามเหย้าของทีมชาติอังกฤษ และฟุตบอลลีก คัพ นัดชิงชนะเลิศ รวมไปถึงถูกเลือกให้จัดการแข่งขันฟุตบอลรายการสำคัญต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นฟุตบอลยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ ลีก (ยูโรเปี้ยน คัพ) นัดชิงชนะเลิศ, ฟุตบอลโลก 1966 นัดชิงชนะเลิศ, ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติทวีปยุโรป “ยูโร 96” รวมไปถึงฟุตบอลโอลิมปิกเกมส์ เมื่อปี 1948 และ 2012 ที่อังกฤษเป็นเจ้าภาพด้วย

เวมบลีย์ได้รับการรีโนเวทในปี 1963 เพื่อใช้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลโลก 1966 ซึ่งครั้งนั้นทีมชาติอังกฤษสามารถเอาชนะทีมชาติเยอรมันตะวันตกไปได้ในช่วงต่อเวลา ครองแชมป์โลกครั้งแรกและครั้งเดียวมาจนถึงปัจจุบัน จนกระทั้งในปี 2000 สนามเวมบลีย์ถูกปิดใช้งานเพื่อก่อสร้างสนามใหม่ด้วยทุนการก่อสร้างกว่า 790 ล้านปอนด์ ก่อนจะกลับมาเปิดใช้งานอีกครั้งเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2007 โดยสนามใหม่นี้มีความจุผู้ชมถึง 90,000 ที่นั่ง ใหญ่เป็นอันดับสองของยุโรป นอกจากนั้นยังได้เปลี่ยนสัญลักษณ์ประจำสนามจากหอคอยคู่ มาเป็นเสาโค้งรูปครึ่งวงกลมแทน และมีการตั้งอนุสาวรีย์บ็อบบี้ มัวร์ กัปตันทีมชาติอังกฤษชุดแชมป์โลก ไว้ที่หน้าทางเข้าสนามอีกด้วย

นอกจากจะถูกใช้จัดการแข่งขันฟุตบอลแล้ว เวมบลีย์ยังถูกใช้จัดการแข่งขันกีฬาประเภทอื่นด้วย ไม่ว่าจะเป็นรักบี้ ลีก, รักบี้ ยูเนี่ยน, อเมริกันฟุตบอล และมวยสากล รวมไปถึงการจัดคอนเสิร์ตระดับโลก ซึ่งศิลปินระดับตำนานอย่าง Michael Jackson, Queen, Paul McCartney, Elton John, U2, Madonna, Oasis, Bon Jovi และ Aerosmith ล้วนผ่านเวทีเวมบลีย์มาแล้วทั้งสิ้น ไม่เว้นแม้แต่ BTS บอยแบนด์ชื่อดังจากประเทศเกาหลี ก็เคยขึ้นแสดงที่นี่เมื่อปี 2019 นับเป็นศิลปินเกาหลีกลุ่มแรกที่ได้จัดการแสดงกลางกรุงลอนดอน

สนามเวมบลีย์เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชมสนามได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.00 – 16.00 น. เว้นวันหยุดช่วงคริสต์มาสและปีใหม่ โดยผู้เข้าชมจะได้สำรวจทุกซอกทุกมุมของสนาม เข้าชมห้องแต่งตัวนักเตะ, ห้องแถลงข่าว, อุโมงค์ปล่อยตัวนักเตะ และที่นั่งข้างสนาม รวมไปถึงประวัติศาสตร์ทั้งหมดเกี่ยวกับสนามกีฬาที่ใหญ่ที่สุดของประเทศอังกฤษ

“คัมป์ นู” สนามฟุตบอลสุดยิ่งใหญ่ของยุโรป

หากมีการจัดอันดับสนามฟุตบอลที่แฟนบอลอยากไปเยือนสักครั้ง ต้องมีชื่อของ “คัมป์ นู” ติดโผอยู่ในลำดับต้น ๆ อย่างแน่นอน เนื่องจากนี่คือสนามเหย้าของบาร์เซโลน่า สโมสรฟุตบอลระดับแนวหน้าของโลกจากประเทศสเปน แถมสนามแห่งนี้ยังได้ชื่อว่าเป็นสนามฟุตบอลที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในทวีปยุโรปอีกด้วย

คัมป์ นู (Camp Nou) ตั้งอยู่ในเมืองบาร์เซโลน่า แคว้นคาตาลัน ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศสเปน สนามแห่งนี้ได้รับฉายาว่า “อ่างชามยักษ์” จากการเป็นสนามฟุตบอลที่มีความจุผู้ชมถึง 99,354 ที่นั่ง ซึ่งหากแข่งขันในศึกยูฟ่าแชมเปี้ยนลีกจะถูกลดลงเหลือ 96,636 ที่นั่ง ตามกฎมาตรการรักษาความปลอดภัยของยูฟ่า แม้จะมีขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรป แต่เมื่อมองจากภายนอกกลับดูไม่ใหญ่มากนัก นั้นเป็นเพราะพื้นที่ส่วนล่างของสนามอยู่ลึกลงไปใต้ดิน โดยก่อนหน้านี้สโมสรตั้งใจใช้ชื่อสนามอย่างเป็นทางการว่า “เอสตาดิ เดล เอฟซี บาร์เซโลน่า” แต่เนื่องจากแฟนบอลและผู้สื่อข่าวนิยมเรียกสนามแห่งนี้ว่า คัมป์ นู มากกว่า ชื่อนี้จึงถูกนำมาใช้เป็นชื่อสนามอย่างเป็นทางการในที่สุด โดยคำว่า คัมป์ นู เป็นภาษาคาตาลัน แปลว่า “สนามแห่งใหม่” เนื่องจากเป็นสนามที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อทดแทนสนามเดิมของสโมสรบาร์เซโลน่า

ในยุคก่อตั้งสโมสรบาร์เซโลน่าใช้สนามคัมป์ เด ลา อินดุสเตรีย (Camp de la Indústria) เป็นสนามประจำทีม ซึ่งเป็นสนามกีฬาอเนกประสงค์ที่หลายชนิดกีฬาใช้พื้นที่ร่วมกัน มีความจุประมาณ 10,000 ที่นั่ง ก่อนจะสร้างสนามของตัวเองในชื่อ คัมป์ เด เลส คอร์ทส (Camp de Les Corts) ที่มีความจุ 20,000 ที่นั่ง ตามจำนวนแฟนบอลที่ติดตามเชียร์ในสนามมากขึ้น หลังจากสิ้นสุดสงครามกลางเมือง แฟนบอลสเปนแต่ทีมล้วนมีฐานแฟนคลับเพิ่มขึ้น ไม่เว้นแม้แต่ทีมประจำแคว้นคาตาลัน ทำให้บาร์เซโลน่าตัดสินใจปรับปรุงสนามของตัวเองจนมีความจุ 60,000 ที่นั่ง จนกระทั้งในปี 1954 สโมสรต้องการขยายสนามเพื่อรองรับแฟนบอล แต่ไม่สามารถทำได้เพราะไม่มีพื้นที่เพียงพอในการขยับขยาย จึงเป็นที่มาของการสร้างสนามคัมป์ นู ในที่สุด

สนามคัมป์ นู เริ่มก่อสร้างในปี 1954 ด้วยงบประมาณ 288 ล้านเปเซตา มีผู้ว่าเฟลีเป อาเซโด โกลังกา เป็นผู้วางศิลาฤกษ์ก้อนแรก ประกอบพิธีโดยเกรโกเรียว โมเดรโก อาร์ชบิชอปแห่งบาร์เซโลนา และเปิดใช้งานครั้งแรกเมื่อวันที่ 24 ก.ย. 1957 ก่อนจะทำการออกแบบสนามใหม่ให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ของยูฟ่าในปี 1980 โดยครั้งนั้นสโมสรเปิดโอกาสให้แฟนได้มีส่วนร่วมกับการปรับปรุงสนามด้วยการเปิดบริจาคเงินจากแฟนบอลแลกกับมีชื่อสลักบนหิน ซึ่งนอกจากจะได้รับเงินบริจาคจำนวนมาก ยังทำให้แฟนบอลได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสนามอย่างเป็นรูปธรรม

คัมป์ นู ไม่เพียงถูกใช้เป็นสนามเหย้าของบาร์เซโลน่าเท่านั้น สนามแห่งนี้ยังถูกรับเลือกให้จัดการแข่งขันฟุตบอลรายการสำคัญมาแล้วมากมาย ไม่ว่าจะเป็นฟุตบอลโลก 1982 รอบแบ่งกลุ่ม และรอบรองชนะเลิศ, คัพ วินเนอร์ คัพ นัดชิงชนะเลิศ ปี 1972, ยูโรเปี้ยน คัพ นัดชิงชนะเลิศ ปี 1989 รวมไปถึงยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก นัดชิงชนะเลิศ ปี 1999

แม้จะมีขนาดใหญ่โตมโหฬารอยู่แล้ว แต่คัมป์ นู ก็ยังมีแผนขยายความจุของสนามเพิ่มขึ้นเป็น 105,000 ที่นั่ง ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2023 นี้อีกด้วย ถือเป็นอีกก้าวของสนามแห่งนี้ในการเข้าใกล้สนามที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง Rungrado May Day Stadium ของประเทศเกาหลีเหนือ ที่สามารถจุผู้ชมได้ถึง 150,000 คน

แก้วเบียร์ กับการพัฒนาวงการฟุตบอล

การดื่มเบียร์เป็นกิจกรรมที่อยู่คู่กับแฟนบอลมาช้านาน ผู้ผลิตเบียร์หลากหลายแบรนด์จึงเข้ามามีส่วนร่วมในการสนับสนุนการแข่งขันทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ เพื่อเป็นช่องทางการจัดจำหน่ายเครื่องดื่มที่ข้างสนาม ทำให้ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันฟุตบอลรายการใด ภาพแฟนบอลกับเบียร์จึงกลายเป็นสิ่งที่คุ้นตาในทุกสนามแข่ง ซึ่งเรื่องที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้หลังเกมการแข่งขันนั้นคือขยะที่เกิดจากภาชนะใส่เบียร์จำนวนมากจนเป็นภาระใหญ่ให้กับผู้จัดการแข่งขัน แต่สำหรับทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลระดับโลกอย่าง World Cup 2018 ที่ประเทศรัสเซียเป็นเจ้าภาพ ได้เปลี่ยนขยะไร้ค่าเหล่านั้นให้กลายมาเป็นสิ่งที่กลับมาสร้างประโยชน์ให้แก่วงการฟุตบอลได้อีกครั้ง

World Cup 2018 ที่ผ่านพ้นไปมีทีมชาติเข้าร่วมการแข่งขันทั้งสิ้น 32 ประเทศ คาดการณ์ว่าได้มีแฟนบอลและนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้าไปยังประเทศรัสเซียไม่ต่ำกว่า 1 ล้านคน และด้วยวัฒนธรรมการดื่มเบียร์ที่ติดตัวบรรดาสาวกลูกหนัง ทำให้ “บัดไวเซอร์” ผู้ผลิตเบียร์ชื่อดังจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้ร่วมเป็นหนึ่งในสปอนเซอร์ของการจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งนี้ สามารถจำหน่ายเบียร์ให้กับแฟนบอลได้มากกว่า 3.2 ล้านแก้ว โดยหลังจบทัวร์นาเมนต์ผู้จัดจำหน่ายเบียร์ได้มีแนวคิดที่ต้องการให้แก้วเบียร์พลาสติกเหลือทิ้งเหล่านั้นถูกนำกลับมาใช้เพื่อประโยชน์แก่วงการฟุตบอลแทนที่จะนำไปใช้อย่างอื่น นั้นจึงทำให้เกิด “บัดไวเซอร์ รีคัพ เอรีน่า” (Budweiser Recup Arena) สนามฟุตบอลหญ้าเทียมจากพลาสติกรีไซเคิลที่มีขนาดพื้นที่รวมทั้งสิ้น 65×42 ตารางเมตร รวมไปถึงสิ่งอำนวยความสะดวกหลายอย่างในสนาม ที่ได้รับการยืนยันว่ามีความทนทานสูง

บัดไวเซอร์ รีคัพ เอรีน่า ตั้งอยู่ที่มีเมืองโซชี ทางด้านข้างของสนามฟิชต์ โอลิมปิก ซึ่งเป็นสนามกีฬาที่มีของใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศรัสเซีย และได้ถูกใช้ในการการแข่งขัน World Cup 2018 ตั้งแต่รอบแรกจนถึงรอบก่อนรองชนะเลิศ โดยพื้นหญ้าเทียมสีขาวตัดกับเส้นสนามสีแดงของสนามบัดไวเซอร์ รีคัพ เอรีน่า นั้นถูกผลิตขึ้นจากพลาสติกรีไซเคิลกว่า 2.5 ล้านตัน ซึ่งได้มาจากแก้วเบียร์พลาสติกชื่อ “บัดไวเซอร์ เรด ไลท์ คัพส์” (Budweiser Red Light Cups) ที่ทางผู้จำหน่ายเก็บรวบรวมจากข้างสนามแข่งทุกแห่งกว่า 50,000 ใบ ทั้งนี้แก้วเบียร์ดังกล่าวเป็นพลาสติกประเภท PT ชนิดเดียวกับที่นำมาใช้ในการผลิตหญ้าเทียมอยู่แล้ว

ปัจจุบันบัดไวเซอร์ รีคัพ เอรีน่า ได้เปิดใช้งานอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 4 เม.ย. 2019 ภายใต้คอนเซ็ปต์ The World Cup RePlay โดยสนามแห่งนี้จะถูกนำมาใช้เป็นสถานที่ฝึกซ้อมให้กับสโมสรฟุตบอลท้องถิ่นของเมืองโซชี ซึ่งในงานเปิดตัวดังกล่าวได้มีอดีตนักเตะชื่อดังระดับโลกอย่างมาร์โก้ มาเตรัซซี่ และซีเนอดีน ซีดาน เดินทางมาร่วมงานด้วย โดยอดีตกองหลังทีมชาติอิตาลีได้กล่าวชื่นชมแนวความคิดนี้ และหวังว่าจะเป็นการจุดประกายให้มีการสร้างสนามฟุตบอลรีไซเคิลเช่นนี้เพิ่มมากขึ้นในอนาคต นอกจากนั้นทางผู้บริหารของเอบี อินเบฟ (AB InBev) บริษัทแม่ของบัดไวเซอร์ ยังหวังให้สนามแห่งนี้กลายเป็นความทรงจำที่คอยย้ำเตือนถึงฟุตบอลโลกที่ผ่านไป และเป็นจุดเริ่มต้นของผู้ที่ต้องการก้าวเข้าสู่วงการฟุตบอล

ศุภชลาศัย สนามกีฬาแห่งประวัติศาสตร์ชาติไทย

คงไม่มีสนามกีฬาภายในประเทศแห่งใดจะผูกพันกับคนไทยมากไปกว่า “สนามศุภชลาศัย” ซึ่งมีฐานะเป็นสนามกีฬาแห่งชาติของประเทศไทยมาอย่างยาวนานกว่า 80 ปี โดยสนามแห่งนี้นับเป็นสนามกีฬามาตรฐานสากลแห่งแรกของประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันอยู่ในความดูแลของกรมพลศึกษา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

สนามศุภชลาศัย ตั้งอยู่กลางทุ่งปทุมวัน ซึ่งเดิมเป็นที่ตั้งของวังวินเซอร์ วังที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ สร้างพระราชทานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร เริ่มก่อสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2480 และเปิดใช้งานครั้งแรกในการแข่งขันกีฬาประชาชน ประจำปี พ.ศ. 2481 โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เสด็จพระราชดำเนินเป็นประธานพิธีเปิดการแข่งขัน แต่เดิมใช้ชื่อว่า “สนามกรีฑาสถาน” ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็น “สนามศุภชลาศัยกรีฑาสถานแห่งชาติ” เมื่อปี พ.ศ. 2484 เพื่อเป็นเกียรติแก่ หลวงศุภชลาศัย อธิบดีกรมพลศึกษาคนแรก และเป็นผู้ดำเนินการจัดสร้างสนามกีฬาแห่งนี้

สนามศุภชลาศัย เป็นสนามกีฬากลางแจ้งที่มีอัฒจันทร์ล้อมรอบ ประกอบด้วยสนามฟุตบอลพื้นหญ้าขนาดมาตรฐาน พร้อมลู่วิ่งรอบนอก ปัจจุบันมีความจุผู้ชมจำนวน 35,000 ที่นั่ง โดยครั้งหนึ่งสนามแห่งนี้เคยถูกใช้เป็นสนามเหย้าของฟุตบอลทีมชาติไทยในการต้อนรับการมาเยือนของทีมฟุตบอลระดับโลกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นทีมชาติโรมาเนีย, ทีมชาติฟินแลนด์ หรือแม้แต่ทีมสโมสรชื่อดังอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และเอ.ซี. มิลาน ก่อนที่ทีมชาติไทยจะย้ายไปใช้สนามราชมังคลากีฬาสถานเป็นสนามเหย้าแทนในเวลาต่อมา

สนามศุภชลาศัย ได้มีโอกาสจัดการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติหลายต่อหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันกีฬาซีเกมส์, การแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์, การแข่งขันฟุตบอลเอเชี่ยน คัพ, การแข่งขันฟุตบอลหญิงชิงแชมป์โลก รอบคัดเลือกโซนเอเชีย, การแข่งขันฟุตบอลในกีฬามหาวิทยาลัยโลก และการแข่งขันฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานคิงส์คัพ นอกจากนั้นยังใช้เป็นสังเวียนแข้งของฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์, ฟุตบอลประเพณีจตุรมิตรสามัคคี รวมไปถึงนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลไทยเอฟเอคัพ และไทยลีกคัพอีกด้วย

นอกจากจะใช้จัดการแข่งขันกีฬาแล้ว สนามศุภชลาศัยยังเคยถูกใช้จัดกิจกรรมอื่นด้วย ไม่ว่าจะเป็นคอนเสิร์ตไมเคิล แจ็คสัน แดนเจอรัส เวิลด์ ทัวร์ ของราชาเพลงป๊อปผู้ล่วงลับ เมื่อปี พ.ศ. 2536, พิธีทบทวนคำปฏิญาณตนและสวนสนามของลูกเสือและเนตรนารี เนื่องในโอกาสคล้ายวันสถาปนาคณะลูกเสือแห่งชาติ ซึ่งตรงกับวันที่ 1 กรกฎาคมของทุกปี, งานฉลองปีใหม่ โดยบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) รวมไปถึงใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีบูชามหามิสซาถึง 2 ครั้ง เนื่องในโอกาสที่สมเด็จพระสันตะปาปาจอห์น ปอลที่ 2 เสด็จฯ เยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เมื่อปี พ.ศ. 2527 และเนื่องในโอกาสที่สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส เสด็จฯ เยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ในปี พ.ศ. 2562

แม้ในปัจจุบันบทบาทของสนามศุภชลาศัยจะถูกส่งต่อไปให้สนามราชมังคลากีฬาสถานรับหน้าที่แทน ไม่ว่าจะเป็นการจัดการแข่งขันกีฬาสำคัญระดับชาติ หรือการจัดคอนเสิร์ตทั้งจากศิลปินไทยและต่างประเทศ แต่ความทรงจำทางประวัติศาสตร์มากมายก็จะยังคงสถิตคู่สนามแห่งนี้ตลอดไป

ค่าตั๋วเข้าชมเกมของ 20 สนามในพรีเมียร์ลีก

เชื่อเหลือเกินว่าแฟนบอลหลายคนในเมืองไทยในตอนนี้กำลังวางแผนในใจว่าจะเก็บเงินบินลัดฟ้าไปเชียร์ทีมโปรด โดยเฉพาะแฟนบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษที่อาจกำลังรวบรวมข้อมูลการเดินทาง ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ รวมทั้งวันหยุดเหมาะ ๆ ให้ลงล็อกสมความตั้งใจ เพื่อเป็นการสนับสนุนความฝันเหล่านั้นเราจึงได้นำข้อมูลเกี่ยวกับราคาตั๋วเข้าชมเกมของแต่ละสนามในศึกพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2019 มาฝากกันไล่เรียงจากสนามที่มีค่าเข้าชมถูกที่สุดไปจนถึงสนามที่มีค่าเข้าชมแพงที่สุดตามลำดับครบทั้ง 20 สนามดังนี้

อันดับที่ 1 สนาม Bramall Lane ทีม Sheffield United ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 15,813 บาท

อันดับที่ 2 สนาม Turf Moor ทีม Burnley FC ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 16,745 บาท

อันดับที่ 3 สนาม Goodison Park ทีม Everton ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 17,004 บาท

อันดับที่ 4 สนาม King Power Stadium ทีม Leicester City ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 17,695 บาท

อันดับที่ 5 สนาม Villa Park ทีม Aston Villa ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 17,850 บาท

อันดับที่ 6 สนาม Molineux Stadium ทีม Wolverhampton Wanderers ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 19,352 บาท

อันดับที่ 7 สนาม Carrow Road ทีม Norwich City ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 20,716 บาท

อันดับที่ 8 สนาม Vicarage Road ทีม Watford ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 21,027 บาท

อันดับที่ 9 สนาม St. James’ Park ทีม Newcastle United ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 21,200 บาท

อันดับที่ 10 สนาม St Mary’s Stadium ทีม Southampton ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 21,648 บาท

อันดับที่ 11 สนาม Etihad Stadium ทีม Manchester City ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 22,011 บาท

อันดับที่ 12 สนาม London Stadium ทีม West Ham United ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 22,356 บาท

อันดับที่ 13 สนาม Vitality Stadium ทีม AFC Bournemouth ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 22,615 บาท

อันดับที่ 14 สนาม AMEX Stadium ทีม Brighton & Hove Albion ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 23,824 บาท

อันดับที่ 15 สนาม Selhurst Park ทีม Crystal Palace ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 24,342 บาท

อันดับที่ 16 สนาม Old Trafford ทีม Manchester United ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 25,585 บาท

อันดับที่ 17 สนาม Anfield ทีม Liverpool ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 26,068 บาท

อันดับที่ 18 สนาม Stamford Bridge ทีม Chelsea ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 31,851 บาท

อันดับที่ 19 สนาม Emirates Stadium ทีม Arsenal ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 45,904 บาท

อันดับที่ 20 สนาม Tottenham Hotspur Stadium ทีม Tottenham Hotspur ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 48,166 บาท

ราคาตั๋วเข้าชมนี้คือราคาเฉลี่ยจากการนำเอาราคาค่าตั๋วเข้าชมแบบแพงที่สุดและราคาถูกสุดมาคำนวนหาราคากลางดังนั้นในบางเกมราคาตั๋วอาจจะถูกลงกว่านี้หรือแพงกว่านี้ก็เป็นไปได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าเกมนั้น ๆ ผู้มาเยือนเป็นทีมขนาดเล็ก กลาง หรือใหญ่ด้วย ซึ่งราคาเฉลี่ยดังกล่าวยังไม่ได้ถูกคำนวณส่วนลดและการเหมาซื้อที่จะทำให้ราคาถูกลงไปอีก สำหรับใครที่วางแผนล่วงหน้าไว้แล้วและมีปัจจัยเพียงพอแนะนำว่าควรรีบจองตั๋วหลังจากพรีเมียร์ลีกประกาศตารางการแข่งขันเลยจะเป็นการดีที่สุด เพราะหากเริ่มเปิดฤดูกาลอาจจะมีการปรับขึ้นราคามากกว่านี้โดยเฉพาะในเกมที่ทีมใหญ่ต้องพบกันเอง

เบียร์ ไส้กรอก กับสุดยอดประสบการณ์ในซิกนัล อิดูน่า พาร์ค

“เสือเหลือง” โบรุสเซีย ดอร์ทมุนแม้จะไม่ใช่ทีมที่ครองความยิ่งใหญ่ในฟุตบอลบุนเดสลีก้าเฉกเช่นบาเยิร์น มิวนิคแถมยังถูกมองว่าเป็นทีมอันดับสองตลอดกาลของฟุตบอลเยอรมัน ความสำเร็จด้านถ้วยรางวัลของทีมเสือเหลืองเองก็เทียบไม่ได้กับทีมใหญ่ ๆ ในยุโรป ทว่าสนามซิกนัล อิดูน่า พาร์คหรือเวสต์ฟาเล่น สตาดิโอนของดอร์ทมุนกลับเป็นสนามอันดับหนึ่งในดวงใจของแฟนบอลทั่วโลก เป็นความใฝ่ฝันของหลาย ๆ คนแม้แต่คนที่ไม่ใช่แฟนบอลของทีมก็ตาม ดังนั้นคงจะพลาดมหันต์ถ้าเราจะไม่หยิบยกเรื่องราวเจ๋ง ๆ ของสนามฟุตบอลแห่งนี้มาฝากกัน

สนามซิกนัล อิดูน่ามีความพิเศษตั้งแต่บริเวณรอบสนาม ก่อนการแข่งขันนักท่องเที่ยวสามารถหาอาหารและเครื่องดื่มชั้นดีทานอุ่นเครื่องก่อนเข้าไปชมเกมได้ Fan Shop รอบสนามจะตกแต่งด้วยสีเหลืองดำและโลโก้ของสโมสรซึ่งแฟนช็อปนี่ก็เป็นอะไรที่เจ๋งสุด ๆ เพราะเหมือนตลาดนัดอาหารขนาดย่อม ๆ สามารถหาอาหารท้องถิ่นฉบับคนเยอรมันทานได้ไม่รู้จบ จนฟุตบอลเริ่มเตะแล้วบางคนยังไม่อยากเข้าสนามเพราะสาละวนอยู่กับของอร่อยเหล่านั้น นอกจากเครื่องดื่มขึ้นชื่ออย่างเบียร์แล้วการไปเยือนถึงถิ่นต้นตำรับแห่งไส้กรอกจึงไม่ควรพลาดไส้กรอกย่างหอม ๆ ที่วางขายอยู่ทั่วเต็มไปหมด ไส้กรอกแต่ละร้านรสชาติจะไม่เหมือนกันเพราะเป็นไส้กรอกโฮมเมดที่ปรุงตามสูตรเฉพาะของแต่ละร้าน การรับประทานก็ต่างกันบางร้านให้ทานเปล่า ๆ ทานคู่กับขนมปัง บางร้านเสิร์ฟคู่กับชีส หลายคนอาจถึงกับเลือกไม่ถูกเพราะมองไปทางไหนก็ละลานตาน่ากินไปเสียหมด

พูดถึงเรื่องนอกสนามแล้วทีนี้เรามาพูดถึงเรื่องในสนามกันบ้าง สนามซิกนัล อิดูน่า พาร์คคือหนึ่งในสิบสังเวียนแข้งที่มีความจุมากที่สุดในยุโรปโดยมีความจุเกินกว่า 80,000 ที่นั่งมากกว่าสนามของทีมยักษ์ใหญ่ในยุโรปเสียด้วยซ้ำ ที่น่าทึ่งคือมีบ่อยครั้งที่ทีมอันดับสองของเยอรมันสามารถขายตั๋วได้หมดเกลี้ยงผู้ชมเต็มความจุของสนาม และหากใครมีโอกาสได้เข้าไปอยู่ในสนามจะทราบดีว่าสัมผัสแรกที่รู้สึกได้คืออาการขนลุกเพราะจุดขายสำคัญของสถานที่แห่งนั้นคือการเชียร์ฟุตบอลของแฟนบอลที่เต็มไปด้วยแพสชั่น เสียงเชียร์ของแฟนบอลทีมนี้ดังกึกก้องตลอดเก้าสิบนาทีและเสียงเชียร์นั้นดังสม่ำเสมอไม่มีแผ่วลงไปแม้ทีมจะประสบกับความพ่ายแพ้ก็ตาม

หลายปีที่แล้วมีสกู๊ปข่าวสั้น ๆ จากสำนักข่าวแห่งหนึ่งรายงานว่าเจ้าหน้าที่ดูแลสนามซิกนัล อิดูน่าถึงขั้นต้องเปลี่ยนไปใช้แผ่นอะครีลิกและกระจกกันกระสุนแทนกระจกธรรมดาที่ปริแตกเพราะต้านทานการกระทบจากคลื่นเสียงไม่ได้คิดดูก็แล้วกันว่าเสียงเชียร์ของแฟนบอลทีมเสือเหลืองดังกระหึ่มขนาดไหน ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่หลายคนเฝ้าฝันว่าสักวันหนึ่งจะได้มีโอกาสอยู่ท่ามกลางกองเชียร์ที่ดีที่สุดในโลกสักครั้งในชีวิต