ศุภชลาศัย สนามกีฬาแห่งประวัติศาสตร์ชาติไทย

คงไม่มีสนามกีฬาภายในประเทศแห่งใดจะผูกพันกับคนไทยมากไปกว่า “สนามศุภชลาศัย” ซึ่งมีฐานะเป็นสนามกีฬาแห่งชาติของประเทศไทยมาอย่างยาวนานกว่า 80 ปี โดยสนามแห่งนี้นับเป็นสนามกีฬามาตรฐานสากลแห่งแรกของประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันอยู่ในความดูแลของกรมพลศึกษา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

สนามศุภชลาศัย ตั้งอยู่กลางทุ่งปทุมวัน ซึ่งเดิมเป็นที่ตั้งของวังวินเซอร์ วังที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ สร้างพระราชทานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร เริ่มก่อสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2480 และเปิดใช้งานครั้งแรกในการแข่งขันกีฬาประชาชน ประจำปี พ.ศ. 2481 โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เสด็จพระราชดำเนินเป็นประธานพิธีเปิดการแข่งขัน แต่เดิมใช้ชื่อว่า “สนามกรีฑาสถาน” ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็น “สนามศุภชลาศัยกรีฑาสถานแห่งชาติ” เมื่อปี พ.ศ. 2484 เพื่อเป็นเกียรติแก่ หลวงศุภชลาศัย อธิบดีกรมพลศึกษาคนแรก และเป็นผู้ดำเนินการจัดสร้างสนามกีฬาแห่งนี้

สนามศุภชลาศัย เป็นสนามกีฬากลางแจ้งที่มีอัฒจันทร์ล้อมรอบ ประกอบด้วยสนามฟุตบอลพื้นหญ้าขนาดมาตรฐาน พร้อมลู่วิ่งรอบนอก ปัจจุบันมีความจุผู้ชมจำนวน 35,000 ที่นั่ง โดยครั้งหนึ่งสนามแห่งนี้เคยถูกใช้เป็นสนามเหย้าของฟุตบอลทีมชาติไทยในการต้อนรับการมาเยือนของทีมฟุตบอลระดับโลกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นทีมชาติโรมาเนีย, ทีมชาติฟินแลนด์ หรือแม้แต่ทีมสโมสรชื่อดังอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และเอ.ซี. มิลาน ก่อนที่ทีมชาติไทยจะย้ายไปใช้สนามราชมังคลากีฬาสถานเป็นสนามเหย้าแทนในเวลาต่อมา

สนามศุภชลาศัย ได้มีโอกาสจัดการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติหลายต่อหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันกีฬาซีเกมส์, การแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์, การแข่งขันฟุตบอลเอเชี่ยน คัพ, การแข่งขันฟุตบอลหญิงชิงแชมป์โลก รอบคัดเลือกโซนเอเชีย, การแข่งขันฟุตบอลในกีฬามหาวิทยาลัยโลก และการแข่งขันฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานคิงส์คัพ นอกจากนั้นยังใช้เป็นสังเวียนแข้งของฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์, ฟุตบอลประเพณีจตุรมิตรสามัคคี รวมไปถึงนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลไทยเอฟเอคัพ และไทยลีกคัพอีกด้วย

นอกจากจะใช้จัดการแข่งขันกีฬาแล้ว สนามศุภชลาศัยยังเคยถูกใช้จัดกิจกรรมอื่นด้วย ไม่ว่าจะเป็นคอนเสิร์ตไมเคิล แจ็คสัน แดนเจอรัส เวิลด์ ทัวร์ ของราชาเพลงป๊อปผู้ล่วงลับ เมื่อปี พ.ศ. 2536, พิธีทบทวนคำปฏิญาณตนและสวนสนามของลูกเสือและเนตรนารี เนื่องในโอกาสคล้ายวันสถาปนาคณะลูกเสือแห่งชาติ ซึ่งตรงกับวันที่ 1 กรกฎาคมของทุกปี, งานฉลองปีใหม่ โดยบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) รวมไปถึงใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีบูชามหามิสซาถึง 2 ครั้ง เนื่องในโอกาสที่สมเด็จพระสันตะปาปาจอห์น ปอลที่ 2 เสด็จฯ เยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เมื่อปี พ.ศ. 2527 และเนื่องในโอกาสที่สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส เสด็จฯ เยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ในปี พ.ศ. 2562

แม้ในปัจจุบันบทบาทของสนามศุภชลาศัยจะถูกส่งต่อไปให้สนามราชมังคลากีฬาสถานรับหน้าที่แทน ไม่ว่าจะเป็นการจัดการแข่งขันกีฬาสำคัญระดับชาติ หรือการจัดคอนเสิร์ตทั้งจากศิลปินไทยและต่างประเทศ แต่ความทรงจำทางประวัติศาสตร์มากมายก็จะยังคงสถิตคู่สนามแห่งนี้ตลอดไป

Oktoberfest เทศกาลเบียร์ระดับโลกสำหรับคอเบียร์โดยเฉพาะ

หากพูดถึงเบียร์รสเลิศ นักดื่มเบียร์คงไม่ลังเลที่จะยกตำแหน่งให้กับเบียร์ที่ผลิตจากถิ่นต้นกำเนิดอย่างประเทศเยอรมนีแน่นอน และถ้าถามถึงเทศกาลเบียร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ก็คงไม่มีงานไหนยิ่งใหญ่ไปกว่า Oktoberfest ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีระหว่างสองสัปดาห์สุดท้ายของเดือนกันยายนไปจนถึงวันอาทิตย์สัปดาห์แรกของเดือนตุลาคม เป็นเวลา 16-18 วัน ณ เมืองมิวนิค ประเทศเยอรมนี ซึ่งมีผู้เข้าร่วมงานไม่ต่ำกว่า 6 ล้านคน และจำหน่ายเบียร์มากกว่า 8 ล้านแก้วในแต่ละปี

เทศกาล Oktoberfest จัดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1810 เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองพิธีอภิเษกสมรสของสยามมงกุฎราชกุมารลุดวิก แห่งบาวาเรีย ซึ่งในภายหลังได้ขึ้นเป็นกษัตริย์ลุดวิก โดยเชื้อเชิญชาวเมืองมิวนิคมาร่วมงานเลี้ยงฉลองที่จัดขึ้นบริเวณประตูเมือง นอกจากนั้นยังจัดให้มีการแข่งม้าของเหล่าบรรดาราชวงศ์ด้วย หลังจากงานเลี้ยงเฉลิมฉลองอันน่าประทับใจผ่านไป เจ้าชายลุควิกจึงรับสั่งให้จัดงานขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยในปีต่อมาได้เพิ่มกิจกรรมส่งเสริมการเกษตรของแคว้นบาวาเรียเข้ามาด้วย จนกระทั้งในปี ค.ศ. 1896 เทศกาลก็เต็มไปด้วยเต็นท์เบียร์จากโรงผลิตเบียร์ทั่วประเทศมาจนถึงปัจจุบัน

ภายในงานนอกจากจะเนืองแน่นไปด้วยเต็นท์จำหน่ายเบียร์ชั้นยอดแล้ว จุดเด่นสำคัญของเทศกาล Oktoberfest คือ เบียร์ที่จำหน่ายภายในเทศกาลจะผลิตขึ้นเป็นพิเศษเฉพาะเทศกาลนี้เท่านั้น โดยเป็นเบียร์ที่คงความบริสุทธิ์ไว้ ไม่มีสิ่งใดเจือปนนอกจาก Malt Hops ตามกฎ Reinheitsgebot ของแคว้นบาวาเรีย รวมถึงภายใต้ข้อกำหนดของเมืองมิวนิค ซึ่งจะมีการตรวจสอบและคัดเลือกเบียร์อย่างเข้มงวด โดยความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ในเบียร์ทุกแก้วที่เสิร์ฟต้องไม่ต่ำกว่า 13.5% Stammwürze หรือเทียบเท่ากับแอลกอฮอล์ 6% ซึ่งแอลกอฮอล์ในเบียร์ที่เราคุ้นเคยจะอยู่ที่ประมาณ 3-5% ทำให้เบียร์ในงานจะแรงกว่าปกติ นักดื่มจึงควรเตรียมตัวรับมือให้ดี ไม่เช่นนั้นอาจเสียอาการโดยไม่ทันตั้งตัวได้

นอกจากจะได้ดื่มด่ำไปกับเบียร์หลากหลายแบรนด์ เคียงด้วยอาหารหลากหลายชนิด ทั้งไก่ย่างเนย, ไส้กรอกเยอรมัน, ขาหมูเยอรมัน และเพรทเซลโรยเกลือแล้ว ภายในเทศกาลบนเนื้อที่ขนาด 42 เฮคเตอร์ยังมีกิจกรรมมากมายเพื่อสร้างความบันเทิงให้แก่ผู้เข้าร่วมงานอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นขบวนพาเหรดสุดยิ่งใหญ่อลังการที่ให้ผู้ร่วมขบวนกว่า 1,000 ชีวิตแต่งกายด้วยชุดโบราณและเต้นรำอย่างสนุกสนาน, เวทีคอนเสิร์ตกลางแจ้ง บริเวณรูปปั้นบาวาเรีย ซึ่งมีวงดนตรีกว่า 400 วงผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันขึ้นแสดงให้ผู้ร่วมงานเพลิดเพลินไปกับเสียงดนตรีตลอดทั้งงาน รวมไปถึงการเนรมิตลานกว้างให้กลายเป็นสวนสนุกขนาดย่อม โดยขนเครื่องเล่นยอดนิยมอย่างม้าหมุนลอยฟ้า และชิงช้าสวรรค์ขนาดใหญ่ มาให้บริการทั้งวันทั้งคืน เพื่อสัมผัสบรรยากาศแสนโรแมนติกจากแสงไฟยามค่ำคืน

หากคุณเป็นคอเบียร์ตัวจริง คุณต้องไม่พลาดการสัมผัสบรรยากาศของเทศกาล Oktoberfest สักครั้งในชีวิต เพราะนี่คือแดนสวรรค์ของสาวกน้ำอัมพันอย่างแท้จริง

“อูริโกะ” นางฟ้าเสิร์ฟเบียร์ประจำสนามกีฬา

คงจะดีไม่น้อยหากระหว่างส่งเสียงเชียร์ทีมโปรดในสนามกีฬาจนเสียงแหบเสียงแห้ง จะถูกชดเชยด้วยเบียร์เย็น ๆ สักแก้ว จนสามารถตะโกนเชียร์ทีมรักได้จนจบเกมการแข่งขัน ยิ่งเป็นสาวน้อยหน้าตาน่ารักที่คอยส่งเสียงถามว่า “รับเบียร์เย็น ๆ สักแก้วไหมค่ะ?” ก็ช่วยทำให้การชมเกมกีฬามีสีสันขึ้นมาไม่น้อย ซึ่งนี่เองคือหน้าที่ของ “อูริโกะ” (Uriko) สาวขายเบียร์ประจำสนามกีฬาในประเทศญี่ปุ่นนั้นเอง

แม้ในหลายประเทศจะไม่อนุญาตให้ผู้ชมนำเครื่องดื่มมึนเมาเข้ามาภายในสนามกีฬา แต่สำหรับประเทศญี่ปุ่นที่มีวัฒนธรรมการกินเบียร์อย่างเสรี การจำหน่ายเบียร์ในสนามกีฬาจึงถือว่าไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร โดยอาชีพอูริโกะนั้นมีมานานหลายทศวรรษแล้วด้วย

อูริโกะ มีที่มาจากคำภาษาญี่ปุ่นว่า “Biiru no Uriko” ซึ่งแปลได้ว่า “รับเบียร์สักแก้วไหมคะ?” วิธีสังเกตสาวอูริโกะ คือ พวกเธอมักจะสวมกางเกงขาสั้นหรือไม่ก็กระกระโปรงสั้น และเสื้อแข่งขันของสโมสรเจ้าบ้านหรือไม่ก็เสื้อสีสันสดใสพร้อมโลโก้ยี่ห้อเบียร์ โดยสาวอูริโกะแต่ละคนจะสะพายกระเป๋าบรรจุถังเบียร์น้ำหนัก 17 กิโลกรัมไว้ด้านหลัง กระจายตัวอยู่บนอัฒจันทร์ทั่วทั้งสนาม ซึ่งจะคอยส่งเสียงเชิญชวนเหล่าแฟนกีฬาให้ลิ้มลองเบียร์สดในระหว่างรับชมเกมการแข่งขันด้วยรอยยิ้มแสนน่ารัก

สาวอูริโกะส่วนใหญ่จะเป็นนักเรียนหรือนักศึกษา ที่มีอายุตั้งแต่ 16-24 ปี ซึ่งแต่ละคนต้องผ่านการคัดเลือกจากผู้สมัครนับ 100 คน แม้ผู้ถูกคัดเลือกจะมีหน้าตาดี แต่คุณสมบัติที่สำคัญสำหรับอาชีพนี้กลับอยู่ที่ความแข็งแกร่งของร่างกาย เพราะนอกจากจะต้องแบกถังเบียร์หนัก 17 กิโลกรัมแล้ว พวกเธอยังต้องคอยเดินเสิร์ฟเบียร์สดจากก๊อกให้กับแฟนกีฬาถึงที่นั่งตลอดทั้งเกม แถมยังต้องคอยเดินเติมเบียร์ที่จุดกำหนดเมื่อขายเบียร์จนหมดถังอีกด้วย ทำให้อูริโกะบางคนถึงกับน้ำหนักลดลง 4 กิโลกรัมภายในวันเดียว ไม่เพียงเท่านั้นเหล่าสาวนักเสิร์ฟยังต้องแข่งกับเวลาในการขายด้วย ยิ่งขายได้เร็วก็จะได้ยอดขายที่ดี เนื่องจากส่วนแบ่งจากยอดขายจะช่วยเพิ่มรายได้จากเงินเดือนพื้นฐานให้สูงยิ่งขึ้น

อูริโกะถือเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการเชียร์กีฬาของประเทศญี่ปุ่นมาเนิ่นนานแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกีฬาเบสบอล ซึ่งถือเป็นกีฬายอดนิยมของชาวอาทิตย์อุทัย โดยบางสนามมีอูริโกะคอยทำหน้าที่ถึง 160 คนในแต่ละนัด นอกจากนั้นสถานที่จัดคอนเสิร์ตหลายแห่งยังจัดให้มีอูริโกะคอยเสิร์ฟเบียร์เย็น ๆ ระหว่างชมการแสดงอีกด้วย

สาวอูริโกะเริ่มเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกเมื่อไม่นานนี้ จากการเป็นส่วนหนึ่งของรายการแข่งขันกีฬาระดับโลกอย่าง Rugby World Cup 2019 ที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพ โดยพวกเธอได้เสิร์ฟเบียร์พร้อมรอยยิ้มเป็นกันเองให้กับแฟนกีฬารักบี้จากต่างชาตินับแสนคน จนมีภาพถ่ายสาวอูริโกะหลายต่อหลายคนเผยแพร่ไปทั่วโลกและกลายเป็นกระแสทางโซเชียลในที่สุด ถึงขนาดที่พวกเธอถูกตั้งฉายาให้ว่า “นางฟ้าแห่งกีฬาญี่ปุ่น” ไม่แน่ในอนาคตเราอาจได้เห็นสาวขายเบียร์ในสนามกีฬาแต่ละประเภทจนกลายเป็นเรื่องปกติก็เป็นได้

Performance Beer เบียร์สำหรับนักกีฬาสายดริงค์

แต่ไหนแต่ไรเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกประเภทถือเป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับนักกีฬา เพราะเป็นสิ่งที่ส่งผลโดยตรงต่อสภาพความฟิตของร่างกายและการตัดสินใจระหว่างการแข่งขัน ในอดีตนักกีฬาชื่อดังที่มากด้วยความสามารถหลายต่อหลายคนไปได้ไม่ไกลในเส้นทางอาชีพ อันเนื่องมาจากการติดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้นเอง แต่ในปัจจุบันได้มีการผลิต Performance Beer ที่ถูกบรรยายสรรพคุณว่าเป็นเบียร์สำหรับนักกีฬา เพื่อเอาใจนักกีฬาที่ชื่นชอบการดื่มแอลกอฮอล์โดยเฉพาะ

ปกติแล้วการดื่มแอลกอฮอล์จะทำให้ร่างกายผลิตสารไกลโคเจนได้ไม่เต็มที่ ซึ่งสารไกลโคเจนนี้ถือเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญในการช่วยให้ร่างกายของนักกีฬามีความแข็งแรง พร้อมสำหรับการแข่งขัน นอกจากนั้นยังมีผลต่อการขับปัสสาวะ ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำอันนำมาซึ่งความเสี่ยงในการได้รับบาดเจ็บบริเวณกระดูกและกล้ามเนื้อ แถมแคลอรี่ที่สูงยังมีผลต่อรูปร่างของนักกีฬาอีกด้วย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการดื่มเบียร์เย็น ๆ ถือเป็นสิ่งที่ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายได้เป็นอย่างดี นั้นจึงเป็นที่มาของ Performance Beer นั้นเอง

Performance Beer เป็นเบียร์ที่ผลิตด้วยการลดปริมาณแอลกอฮอล์ กลูเตน น้ำตาล และคาร์โบไฮเดรต โดยไม่กระทบต่อรสชาติ ซึ่งเริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นในหมู่นักกีฬาและผู้รักการออกกำลังกาย จนผู้ผลิตคราฟท์เบียร์หลายเจ้าหันมาให้ความสนใจกับผู้บริโภคกลุ่มนี้มากขึ้น บางยี่ห้อมีการเติมส่วนผสมของเกลือทะเลที่จะเปลี่ยนเป็นอิเล็กโทรไลต์ ซึ่งช่วยในการฟื้นฟูร่างกายหลังจากออกกำลังได้อีกด้วย ไม่เว้นแม้แต่ผู้ผลิตเบียร์แบรนด์ดังระดับโลกยังลงมาร่วมชิงส่วนแบ่งทางการตลาดด้วยเบียร์แอลกอฮอล์ 0% และมีแคลอรี่ต่ำ

หนึ่งในผู้ผลิต Performance Beer รายแรก ๆ ที่เรียกเบียร์ของตัวเองว่าเป็นเบียร์สำหรับนักวิ่ง ได้ชูจุดขายว่าช่วยทำให้ประสิทธิภาพในการวิ่งดีขึ้น แถมยังกู้คืนพลังหลังจากวิ่งได้ ด้วยการตัดส่วนผสมในเครื่องดื่มที่ไม่ดีทิ้งไป แล้วเติมแต่ส่วนผสมที่มีประโยชน์เข้ามาแทน ซึ่งจะช่วยให้นักวิ่งสามารถทำลายสถิติการวิ่งของตัวเอง

แม้สรรพคุณที่แบรนด์ต่าง ๆ พยายามสื่อสารไปถึงผู้บริโภคจะมุ่งเน้นถึงการเป็นเครื่องดื่มสำหรับคนรุ่นใหม่ที่รักสุขภาพ แต่ในมุมมองของนักโภชนาการแล้วกลับมองว่าสรรพคุณดังกล่าวไม่ต่างอะไรกับเครื่องดื่มเกลือแร่ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการลดกลูเตน ที่หากผู้ดื่มไม่ใด้เป็นโรคแพ้กลูเตนก็แทบจะไม่เห็นผลอะไร, การอิเล็กโทรไลต์ที่จะช่วยทดแทนส่วนที่เสียไปได้ ก็ไม่ต่างอะไรกับเครื่องดื่มแคลอรี่ต่ำสำหรับนักกีฬาที่มีอยู่แล้ว รวมไปถึงการฟื้นฟูร่างกายจากการเพิ่มคาร์โบไฮเดรต ที่ต้องดื่มเป็นจำนวนหลายกระป๋องถึงจะเห็นผล นั้นจึงทำให้เหล่านักโภชนาการลงความเห็นว่ามีสิ่งอื่นที่ให้ประโยชน์ทัดเทียมกันในราคาที่ถูกกว่า

แม้สรรพคุณที่เหล่าแบรนด์ต่าง ๆ ยกมาโฆษณาอาจจะดูเกินจริงไปบ้าง แต่ Performance Beer ก็ถือเป็นเบียร์ทางเลือกที่จะช่วยให้เหล่านักกีฬาหรือผู้ชื่นชอบการออกกำลังกายสามารถดื่มด่ำไปกับเครื่องดื่มโปรดได้อย่างสบายใจนั้นเอง

The Sportsman Bar & Restaurant สปอร์ตบาร์ที่ตอบทุกโจทย์ของแฟนกีฬา

หากคุณเป็นคอกีฬาที่กำลังมองหาสถานที่นัดรวมตัวแฮงค์เอาท์กับกลุ่มเพื่อนเพื่อเชียร์ทีมรัก The Sportsman Bar & Restaurant คือคำตอบของคุณ เพราะไม่ว่าคุณจะต้องการเชียร์กีฬาประเภทไหน สปอร์ตบาร์แห่งนี้ก็พร้อมช่วยให้คุณได้ติดตามชมการถ่ายทอดสดอย่างใกล้ชิดจนจบการแข่งขัน

The Sportsman Bar & Restaurant ตั้งอยู่ที่เทรนดี้ คอนโดมิเนียม ภายในซอยสุขุมวิท 13 ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นสปอร์ตบาร์ที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพมหานคร สามารถรองรับลูกค้าได้ถึง 400 คน เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 7 โมงเช้าจนถึงตี 2 ซึ่งการเปิดให้บริการแต่เช้านี้เอง ทำให้แฟนกีฬาสัญชาติอเมริกันอย่างบาสเกตบอล NBA, มวย UFC, ฮอกกี้ NHL, ฟุตบอล MLS, เบสบอล MLB, อเมริกันฟุตบอล NFL รวมไปถึงศึก Super Bowl สามารถนัดรวมตัวชมการแข่งขันกันไปพร้อมกับการสังสรรค์ได้เป็นหมู่คณะ

The Sportsman เป็นบาร์ขนาด 2 ชั้น ภายในร้านตกแต่งอย่างเรียบง่ายด้วยโทนสีดำและสีแดง มีโต๊ะที่นั่งทั้งแบบโซฟา และเก้าอี้กลม โดยบริเวณรอบตัวร้านมีการติดตั้งจอโปรเจคเตอร์แบบเอชดีจำนวน 8 ตัว และโทรทัศน์แอลอีดีอีก 26 เครื่อง เพื่อทำการถ่ายทอดสดกีฬายอดนิยมทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นฟุตบอลทุกลีกดัง, รักบี้, เทนนิส, กอล์ฟ, มวยสากล, วอลเลย์บอล, คริกเก็ต, มอเตอร์สปอร์ต และอเมริกันเกม รวมไปถึงมหกรรมกีฬาระดับโลกอย่างโอลิมปิกเกมส์ด้วย ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถติดตามชมการถ่ายทอดสดได้อย่างชัดเจนไม่ว่าจะนั่งอยู่ส่วนไหนของร้าน แถมยังติดตามรับชมได้มากกว่าหนึ่งชนิดกีฬาอีกด้วย นอกจากนั้นทางร้านยังจัดได้เตรียมโต๊ะพูลไว้รองรับลูกค้าถึง 15 โต๊ะครอบคลุมทั้ง 2 ชั้น โดยคิดค่าบริการชั่วโมงละ 200 บาท แถมยังจัดโซนปาลูกดอกจำนวน 5 เป้า ซึ่งทางร้านได้จัดทัวร์นาเมนต์ปาลูกดอกเป็นประจำทุกวันศุกร์ ตั้งแต่เวลา 2 ทุ่มเป็นต้นไป

ในส่วนของอาหารและเครื่องดื่ม ทางร้านได้เตรียมเบียร์หลากหลายยี่ห้อไว้ให้ลูกค้าได้เลือกตามต้องการ คุณจะไม่พลาดการดื่มด่ำเบียร์รสชาติโปรดไปพร้อมการเชียร์ทีมรักอย่างแน่นอน แถมยังมีรายการอาหารนับ 100 เมนู ไม่ว่าจะเป็นอาหารไทยยอดนิยมอย่างผัดไทย, ราดหน้า, ผัดกระเพรา หรือแกงเขียวหวาน รวมไปแกงสไตล์อังกฤษ, สลัด, แซนวิช, พิซซ่าหลาย 10 หน้า และของหวานอีกหลายรายการ

การเดินทางมายังร้านก็แสนสะดวกสบาย เพราะปากซอยสุขุมวิท 13 อยู่ใกล้กับ BTS สถานีนานา เดินตรงเพียง 200 เมตรจากปากซอยก็ถึงร้านแล้ว หากใครเดินทางด้วยรถส่วนตัวก็มีอาคารจอดรถไว้รองรับ ซึ่งสามารถจอดได้ฟรี 2 ชั่วโมง โดยหากเดินทางมายังร้านในวันที่มีเกมการแข่งขันแมตช์สำคัญ สามารถโทรจองที่นั่งล่วงหน้ากับทางร้านไว้ก่อนเพื่อให้ได้ที่นั่งที่ดีที่สุดในการรับชมถ่ายทอดสด

ปกติแล้วนักท่องเที่ยวของ The Sportsman จะเป็นชาวต่างชาติเสียส่วนใหญ่ ทำให้บรรยากาศภายในร้านเสมือนอยู่ในบาร์ต่างประเทศอย่างไรอย่างนั้น แต่สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยที่มีอัธยาศัยดีอยู่แล้ว ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะได้ทำความรู้จักเพื่อนใหม่เพิ่มขึ้น เพราะกีฬาถือเป็นภาษาสากลอยู่แล้ว

เบียร์…สายสัมพันธ์อันแบบแน่น ระหว่างสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ กับแฟนบอลจิ้งจอก

คงไม่มีแฟนบอลทีมใดจะเป็นที่อิจฉาจากแฟนบอลอังกฤษได้เท่ากับแฟนบอลเลสเตอร์ ซิตี้ อีกแล้ว เพราะนอกจากทีมรักจะสร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกเป็นสมัยแรกได้สำเร็จ ซึ่งถือเป็นเพียงสโมสรที่ 6 ที่สามารถทำได้ เหล่าแฟนจิ้งจอกยังได้รับการดูแลใส่ใจอย่างดีจากสโมสร ที่มักจะแจกเบียร์ฟรีพร้อมขนมในเกมเหย้าอยู่บ่อยครั้ง จนกลายเป็นประเพณีของสโมสรไปแล้ว

นับตั้งแต่กลุ่มบริษัทคิง เพาเวอร์ จากประเทศไทย ภายใต้การนำของคุณวิชัย ศรีวัฒนประภา ได้ตัดสินใจซื้อสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ ต่อจากมิลาน มันดาริช นักธุรกิจชาวอเมริกัน เมื่อปี 2010 ในราคา 40 ล้านปอนด์ ก่อนจะเพิ่มขึ้นเป็น 100 ล้านปอนด์ เพื่อกลายเป็นผู้ถือหุ้น 100% เต็มในเวลาต่อ ซึ่งในขณะนั้นเลสเตอร์ ซิตี้ยังเป็นเพียงสโมสรในลีกอันดับ 2 ของประเทศอังกฤษ โดยเจ้าของสโมสรคนใหม่ได้ทำการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างภายในสโมสร เริ่มจากขยายสนามให้สามารถจุผู้ชมได้ถึง 32,500 ที่นั่ง ก่อนจะเปลี่ยนชื่อสนามเป็น “คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม” หลังจากนั้นเพียง 4 ปี เลสเตอร์ ซิตี้ ก็สามารถคว้าแชมป์ เดอะ แชมเปี้ยน ชิพ 2013-14 ได้สำเร็จ และกลับขึ้นสู่เวทีเพรีเมียร์ลีกอีกครั้ง ซึ่งนัดสุดท้ายของฤดูกาลสโมสรได้ประกาศแจกเบียร์ฟรีให้กับแฟนบอลที่เข้ามาชมเกมในสนาม เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองแชมป์ร่วมกับแฟนบอล ด้วยความอนุเคราะห์จากเจ้าสัววิชัย ประธานสโมสร

หลังจากนั้นในฤดูกาลถัดมาน้องใหม่อย่าง เลสเตอร์ ซิตี้ วนเวียนอยู่ในโซนท้ายตารางแทบตลอด ทำให้ต้องดิ้นรนอย่างหนักเพื่อให้รอดพ้นจากการตกชั้น แต่ในที่สุดก็สามารถจบฤดูกาลด้วยอันดับที่ 14 หลังจากอยู่รอดในพรีเมียร์ลีกสโมสรประกาศแจกเบียร์ฟรีให้กับแฟนบอลในสนามอีกครั้ง เพื่อเป็นการขอบคุณแฟนบอลที่ให้การสนับสนุนมาโดยตลอดทั้งฤดูกาลแม้ในยามที่ทีมเผชิญกับความยากลำบาก

ด้วยการเป็นทีมที่ลุ้นหนีตกชั้นเมื่อฤดูกาลก่อน ทำให้ก่อนเริ่มฤดูกาล 2015-16 คงไม่มีใครคาดคิดว่าเลสเตอร์ ซิตี้ จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้ท้าชิงแชมป์ได้ ทั้งที่ทีมเพิ่งเปลี่ยนผู้จัดการทีมคนใหม่ โดยในฤดูกาลดังกล่าวสโมสรได้แจกเบียร์จากความเอื้อเฟื้อของประธานสโมสรแก่แฟนบอลในสนามถึง 2 ครั้ง ช่วงบ็อกซิ่งเดย์ และนัดแรกของเดือนเมษายน ซึ่งขณะนั้นเลสเตอร์ ซิตี้ กำลังนำเป็นจ่าฝูงอยู่ ก่อนในที่สุดทีมจิ้งจอกน้ำเงินจะผงาดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกประวัติศาสตร์อย่างเหนือความคาดหมาย

หลังจากนั้นการแจกเบียร์ฟรีให้แก่แฟนบอลจิ้งจอกในสนามคิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม ช่วงบ็อกซิ่งเดย์ และช่วงวันเกิดของคุณวิชัยในเดือนเมษายน ก็ได้กลายมาเป็นประเพณีประจำสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ไปในที่สุด แม้ขณะนี้คุณวิชัยจะจากไปแล้วด้วยอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ตก แต่คุณอัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ลูกชายที่ขึ้นรับตำแหน่งประธานสโมสรแทนก็ยังคงประเพณีนี้ไว้ไม่เปลี่ยนแปลง

นอกจากเบียร์ที่กลายมาเป็นสัญลักษณ์เชื่อมโยงสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้กับเหล่าแฟนบอลแล้ว คุณวิชัยยังได้ให้การสนับสนุนโครงการสาธารณกุศลต่าง ๆ ในเมืองเลสเตอร์เป็นประจำ ทำให้คุณวิชัยกลายเป็นที่รักและนับถือจากชาวเมืองเลสเตอร์ ไม่ใช่แค่เหล่าแฟนบอลเท่านั้น จนเป็นที่มาของเหตุการณ์ที่ชาวเมืองเลสเตอร์จำนวนมากเดินทางมายังหน้าสนามคิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม หลังทราบข่าวอุบัติเหตุของคุณวิชัย เพื่อแสดงความอาลัยต่อโศกนาฎกรรมดังกล่าว

ค่าตั๋วเข้าชมเกมของ 20 สนามในพรีเมียร์ลีก

เชื่อเหลือเกินว่าแฟนบอลหลายคนในเมืองไทยในตอนนี้กำลังวางแผนในใจว่าจะเก็บเงินบินลัดฟ้าไปเชียร์ทีมโปรด โดยเฉพาะแฟนบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษที่อาจกำลังรวบรวมข้อมูลการเดินทาง ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ รวมทั้งวันหยุดเหมาะ ๆ ให้ลงล็อกสมความตั้งใจ เพื่อเป็นการสนับสนุนความฝันเหล่านั้นเราจึงได้นำข้อมูลเกี่ยวกับราคาตั๋วเข้าชมเกมของแต่ละสนามในศึกพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2019 มาฝากกันไล่เรียงจากสนามที่มีค่าเข้าชมถูกที่สุดไปจนถึงสนามที่มีค่าเข้าชมแพงที่สุดตามลำดับครบทั้ง 20 สนามดังนี้

อันดับที่ 1 สนาม Bramall Lane ทีม Sheffield United ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 15,813 บาท

อันดับที่ 2 สนาม Turf Moor ทีม Burnley FC ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 16,745 บาท

อันดับที่ 3 สนาม Goodison Park ทีม Everton ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 17,004 บาท

อันดับที่ 4 สนาม King Power Stadium ทีม Leicester City ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 17,695 บาท

อันดับที่ 5 สนาม Villa Park ทีม Aston Villa ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 17,850 บาท

อันดับที่ 6 สนาม Molineux Stadium ทีม Wolverhampton Wanderers ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 19,352 บาท

อันดับที่ 7 สนาม Carrow Road ทีม Norwich City ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 20,716 บาท

อันดับที่ 8 สนาม Vicarage Road ทีม Watford ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 21,027 บาท

อันดับที่ 9 สนาม St. James’ Park ทีม Newcastle United ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 21,200 บาท

อันดับที่ 10 สนาม St Mary’s Stadium ทีม Southampton ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 21,648 บาท

อันดับที่ 11 สนาม Etihad Stadium ทีม Manchester City ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 22,011 บาท

อันดับที่ 12 สนาม London Stadium ทีม West Ham United ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 22,356 บาท

อันดับที่ 13 สนาม Vitality Stadium ทีม AFC Bournemouth ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 22,615 บาท

อันดับที่ 14 สนาม AMEX Stadium ทีม Brighton & Hove Albion ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 23,824 บาท

อันดับที่ 15 สนาม Selhurst Park ทีม Crystal Palace ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 24,342 บาท

อันดับที่ 16 สนาม Old Trafford ทีม Manchester United ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 25,585 บาท

อันดับที่ 17 สนาม Anfield ทีม Liverpool ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 26,068 บาท

อันดับที่ 18 สนาม Stamford Bridge ทีม Chelsea ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 31,851 บาท

อันดับที่ 19 สนาม Emirates Stadium ทีม Arsenal ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 45,904 บาท

อันดับที่ 20 สนาม Tottenham Hotspur Stadium ทีม Tottenham Hotspur ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 48,166 บาท

ราคาตั๋วเข้าชมนี้คือราคาเฉลี่ยจากการนำเอาราคาค่าตั๋วเข้าชมแบบแพงที่สุดและราคาถูกสุดมาคำนวนหาราคากลางดังนั้นในบางเกมราคาตั๋วอาจจะถูกลงกว่านี้หรือแพงกว่านี้ก็เป็นไปได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าเกมนั้น ๆ ผู้มาเยือนเป็นทีมขนาดเล็ก กลาง หรือใหญ่ด้วย ซึ่งราคาเฉลี่ยดังกล่าวยังไม่ได้ถูกคำนวณส่วนลดและการเหมาซื้อที่จะทำให้ราคาถูกลงไปอีก สำหรับใครที่วางแผนล่วงหน้าไว้แล้วและมีปัจจัยเพียงพอแนะนำว่าควรรีบจองตั๋วหลังจากพรีเมียร์ลีกประกาศตารางการแข่งขันเลยจะเป็นการดีที่สุด เพราะหากเริ่มเปิดฤดูกาลอาจจะมีการปรับขึ้นราคามากกว่านี้โดยเฉพาะในเกมที่ทีมใหญ่ต้องพบกันเอง

เบียร์ ไส้กรอก กับสุดยอดประสบการณ์ในซิกนัล อิดูน่า พาร์ค

“เสือเหลือง” โบรุสเซีย ดอร์ทมุนแม้จะไม่ใช่ทีมที่ครองความยิ่งใหญ่ในฟุตบอลบุนเดสลีก้าเฉกเช่นบาเยิร์น มิวนิคแถมยังถูกมองว่าเป็นทีมอันดับสองตลอดกาลของฟุตบอลเยอรมัน ความสำเร็จด้านถ้วยรางวัลของทีมเสือเหลืองเองก็เทียบไม่ได้กับทีมใหญ่ ๆ ในยุโรป ทว่าสนามซิกนัล อิดูน่า พาร์คหรือเวสต์ฟาเล่น สตาดิโอนของดอร์ทมุนกลับเป็นสนามอันดับหนึ่งในดวงใจของแฟนบอลทั่วโลก เป็นความใฝ่ฝันของหลาย ๆ คนแม้แต่คนที่ไม่ใช่แฟนบอลของทีมก็ตาม ดังนั้นคงจะพลาดมหันต์ถ้าเราจะไม่หยิบยกเรื่องราวเจ๋ง ๆ ของสนามฟุตบอลแห่งนี้มาฝากกัน

สนามซิกนัล อิดูน่ามีความพิเศษตั้งแต่บริเวณรอบสนาม ก่อนการแข่งขันนักท่องเที่ยวสามารถหาอาหารและเครื่องดื่มชั้นดีทานอุ่นเครื่องก่อนเข้าไปชมเกมได้ Fan Shop รอบสนามจะตกแต่งด้วยสีเหลืองดำและโลโก้ของสโมสรซึ่งแฟนช็อปนี่ก็เป็นอะไรที่เจ๋งสุด ๆ เพราะเหมือนตลาดนัดอาหารขนาดย่อม ๆ สามารถหาอาหารท้องถิ่นฉบับคนเยอรมันทานได้ไม่รู้จบ จนฟุตบอลเริ่มเตะแล้วบางคนยังไม่อยากเข้าสนามเพราะสาละวนอยู่กับของอร่อยเหล่านั้น นอกจากเครื่องดื่มขึ้นชื่ออย่างเบียร์แล้วการไปเยือนถึงถิ่นต้นตำรับแห่งไส้กรอกจึงไม่ควรพลาดไส้กรอกย่างหอม ๆ ที่วางขายอยู่ทั่วเต็มไปหมด ไส้กรอกแต่ละร้านรสชาติจะไม่เหมือนกันเพราะเป็นไส้กรอกโฮมเมดที่ปรุงตามสูตรเฉพาะของแต่ละร้าน การรับประทานก็ต่างกันบางร้านให้ทานเปล่า ๆ ทานคู่กับขนมปัง บางร้านเสิร์ฟคู่กับชีส หลายคนอาจถึงกับเลือกไม่ถูกเพราะมองไปทางไหนก็ละลานตาน่ากินไปเสียหมด

พูดถึงเรื่องนอกสนามแล้วทีนี้เรามาพูดถึงเรื่องในสนามกันบ้าง สนามซิกนัล อิดูน่า พาร์คคือหนึ่งในสิบสังเวียนแข้งที่มีความจุมากที่สุดในยุโรปโดยมีความจุเกินกว่า 80,000 ที่นั่งมากกว่าสนามของทีมยักษ์ใหญ่ในยุโรปเสียด้วยซ้ำ ที่น่าทึ่งคือมีบ่อยครั้งที่ทีมอันดับสองของเยอรมันสามารถขายตั๋วได้หมดเกลี้ยงผู้ชมเต็มความจุของสนาม และหากใครมีโอกาสได้เข้าไปอยู่ในสนามจะทราบดีว่าสัมผัสแรกที่รู้สึกได้คืออาการขนลุกเพราะจุดขายสำคัญของสถานที่แห่งนั้นคือการเชียร์ฟุตบอลของแฟนบอลที่เต็มไปด้วยแพสชั่น เสียงเชียร์ของแฟนบอลทีมนี้ดังกึกก้องตลอดเก้าสิบนาทีและเสียงเชียร์นั้นดังสม่ำเสมอไม่มีแผ่วลงไปแม้ทีมจะประสบกับความพ่ายแพ้ก็ตาม

หลายปีที่แล้วมีสกู๊ปข่าวสั้น ๆ จากสำนักข่าวแห่งหนึ่งรายงานว่าเจ้าหน้าที่ดูแลสนามซิกนัล อิดูน่าถึงขั้นต้องเปลี่ยนไปใช้แผ่นอะครีลิกและกระจกกันกระสุนแทนกระจกธรรมดาที่ปริแตกเพราะต้านทานการกระทบจากคลื่นเสียงไม่ได้คิดดูก็แล้วกันว่าเสียงเชียร์ของแฟนบอลทีมเสือเหลืองดังกระหึ่มขนาดไหน ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่หลายคนเฝ้าฝันว่าสักวันหนึ่งจะได้มีโอกาสอยู่ท่ามกลางกองเชียร์ที่ดีที่สุดในโลกสักครั้งในชีวิต

ร้านอาหารที่เต็มไปด้วยของสะสมเกี่ยวกับสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล

ความหอมหวานจากความสำเร็จคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกในฤดูกาลที่ผ่านมาของทีมหงส์แดง ลิเวอร์พูลทำให้แฟนบอลยังคงมีความสุขมาจนถึงบัดนี้ ระยะเวลาหลายสิบปีที่สโมสรฟุตบอลจากถิ่นเมอร์ซีย์ไซด์ไขว่คว้าหาความสำเร็จเรื่อยมามีทั้งทุกข์และสุข ผ่านความล้มเหลว ผ่านอุปสรรคมากมายจนได้สุขสมหวังอย่างยิ่งใหญ่ แน่นอนว่าเรื่องเล่าเรื่องพูดคุยจึงมีไม่จบไม่สิ้นและสถานที่สำหรับพบปะพูดคุยคงจะเป็นการดีถ้าได้ย้อนไปดูวันวานของสโมสรไปด้วยคุยกันไปด้วยวันนี้เราจึงมีร้านอาหารสำหรับย้อนความทรงจำของพลพรรคเดอะ ค็อปในกรุงเทพฯ มาแนะนำให้รู้จักกัน

ร้าน “Liverpool” เป็นร้านอาหารจีนแต้จิ๋วและอาหารตามสั่ง แหม…แค่ชื่อร้านก็บอกแล้วว่าเจ้าของร้านคลั่งไคล้ทีมเครื่องจักรสีแดงเข้าเส้นขนาดไหน ซึ่งไม่ต้องห่วงว่าจะไปผิดร้านหรือหาร้านไม่เจอเพราะคอนเซ็ปต์ของร้านนี้ชัดเจนเห็นแต่ไกลผนังแทบทุกด้านเต็มไปด้วยของที่ระลึกจากสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล สำหรับวัยรุ่นที่เพิ่งเป็นสาวกของทีมหงส์แดงเข้าไปในร้านคงจะตื่นตาตื่นใจเป็นอันมากเพราะสามารถศึกษาประวัติความเป็นมาของสโมสรเมื่อครั้งอดีตได้อีกด้วย ส่วนแฟนบอลร่วมสมัยที่ทันยุคหวานอมขมกลืนมาเช่นเดียวกับเจ้าของร้านจะได้รับความทรงจำเมื่อครั้งวันวานกลับคืนมาผ่านชุดแข่ง ผ้าพันคอ ภาพนักเตะและของที่ระลึกจากทางสโมสร เรียกว่าเป็นพิพิธภัณฑ์กึ่งร้านอาหารก็คงได้

ร้าน Liverpool ไม่ได้มีดีแค่ของสะสมเท่านั้นหากแต่อาหารยังเลิศรสอีกด้วยส่วนใหญ่เป็นอาหารที่เหมาะจะเป็นกับข้าวทานกับข้าวสวยหรือข้าวต้มโดยเมนูของร้านก็เป็นเมนูทั่วไปที่พบเห็นได้ตามร้านข้าวต้มหรืออาหารตามสั่งเช่นต้มยำ ผัดเนื้อน้ำมันหอย ผัดกระเพรา หรือเมนูต้ม ผัด ทอดแบบต่าง ๆ ถึงแม้เมนูจะไม่ได้มีความแตกต่างจากร้านอาหารทั่วไปแต่ร้านนี้มีความเด็ดขาดที่รสชาติซึ่งชุมชนตลาดสวนหลวงและชุมชนถนนจันทร์รู้กันเป็นอย่างดี ถึงขนาดที่ว่าร้านย้ายจากตลาดสวนหลวงไปเปิดที่ถนนจันทร์ยังมีลูกค้าเก่าตามไปใช้บริการไม่ขาดสาย ร้านนี้ไม่ได้เหมาะสำหรับแฟนบอลลิเวอร์พูลเพียงกลุ่มเดียวแต่ยังเป็นขวัญใจของคุณน้า คุณอา ชาวไทยเชื้อสายจีนที่มักจะแวะเวียนไปทานอาหารแต้จิ๋วกันทั้งครอบครัวดังนั้นไม่ว่าจะเป็นแฟนบอลลิเวอร์พูล แฟนบอลทีมอื่น ๆ หรือไม่ได้เป็นแฟนบอลทีมใดเลยก็สามารถไปใช้บริการได้เช่นกันทางร้านเต็มใจให้บริการลูกค้าทุกท่านอย่างแน่นอน

ต้องบอกก่อนเลยว่าทางร้าน Liverpool ไม่ได้มีการถ่ายทอดสดฟุตบอลให้ชมแต่อย่างใดเพราะไม่ได้เป็นร้านที่เน้นจุดขายตรงนั้น แต่หากใครสนใจรสชาติอาหารถูกปากอยากรู้เรื่องราวความเป็นมาของสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูลผ่านของสะสมหาดูยากอย่าลืมแวะเวียนไปอุดหนุนที่ร้าน Liverpool ตั้งอยู่ที่ ถนนจันทน์ กรุงเทพมหานคร (ระหว่าง ซอยจันทน์19 กับ 21 ติดกับโรงรับจำนำ)

อุทาหรณ์จากเหตุสุดสลดในการแข่งขันดื่มเบียร์

ต้นเดือนกรกฏาคม 2562 ที่ผ่านมาเชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวอันน่าหดหู่ที่เกิดขึ้นในการแข่งขันดื่มเบียร์ภายในงานเลี้ยงหนึ่ง ณ.อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ภายหลังความสูญเสียที่ปรากฏเป็นข่าวดังนี้ก่อให้เกิดความตื่นตัวในการกระจายความรู้สู่ประชาชนจากหลายภาคส่วน และในความรู้ที่ถูกแชร์สู่โลกออนไลน์นี้เองเราได้รวบรวมและสรุปเนื้อหาสำคัญมาย้ำเตือนให้ท่านผู้อ่านทราบว่าพฤติกรรมการกินที่เราทำอยู่เป็นประจำนั้นอาจก่อให้เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

วัฒนธรรมการกินในทุกวันนี้น่าเป็นห่วงยิ่งเพราะเทรนด์ของคนยุคใหม่นิยมบริโภคของอร่อยที่มีขนาดใหญ่ จำนวนมาก ๆ และทานอย่างรวดเร็ว ในขณะที่เครื่องดื่มแอลกอฮอลในปัจจุบันหลาย ๆ ร้านก็จัดโปรโมชั่นท้าทายนักดื่มให้เข้าแข่งขัน จัดแคมเปญแข่งดื่มแลกรางวัล แม้แต่ดื่มกันเองกับกลุ่มเพื่อนก็มักจะมีการท้าทายหรือแข่งกันดื่มเพื่อความสนุกสนานอยู่เสมอ หลายคนไม่ทราบว่าการกินอาหารจำนวนมากให้หมดในรวดเดียว การกินเร็วในชีวิตประจำวันเพราะความหิว กินอย่างเร่งรีบเพราะต้องรักษาเวลาเป็นพฤติกรรมเสี่ยงต่ออันตรายร้ายแรงถึงสามประการด้วยกันและสามประการที่ว่าก็มีดังต่อไปนี้

ประการแรกหากกินเร็วเกินไป เคี้ยวไม่ละเอียดประกอบกับทานอาหารเข้าไปจำนวนมากในตอนที่ท้องว่างอาจจะเกิดกรดไกลย้อน ยิ่งสำหรับคนที่กินแล้วนอนเลยมีสิทธิ์เกิดอาการกรดไหลย้อนได้มากกว่าอยู่ในอิริยาบถอื่น ๆ อีกสิ่งที่ต้องระวังคือก๊าซในกระเพาะ พฤติกรรมการกินข้างต้นอาจทำให้เกิดก๊าซกระจุกอยู่ตรงบริเวณใต้ร่องกลางอก ก๊าซเหล่านี้จะไม่ระบายออกไปโดยง่ายจะคงอยู่และสร้างความทุกข์ทรมานแก่ผู้มีอาการอยู่หลายเดือนอาจจะมีอาการชวนรำคาญใจทั้งรู้สึกเปรี้ยวในลำคอ หายใจไม่อิ่ม รู้สึกเจ็บแปลบย้ายไปตามจุดต่าง ๆ บริเวณหน้าอกและสีข้างร่วมด้วย

ประการต่อมาไม่ว่าจะเป็นของเครื่องดื่มหรืออาหารก็ตามการกินหรือดื่มเร็วจนเกินไปล้วนเสี่ยงจะเกิดการสำลักทั้งสิ้นซึ่งอาการเช่นนี้เกิดขึ้นได้ง่ายเกิดขึ้นบ่อยครั้งโดยเฉพาะในผู้สูงอายุและเด็ก ผู้นิยมอาหารรสเผ็ดเองก็ควรระวังการสำลักไอของพริกในขณะที่มีอาหารในปาก การสำลักอาหารอันตรายอย่างยิ่งอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุถึงแก่ชีวิตได้หากเกิดอาการสำลักไม่หยุดหรืออาหารไหลลงไปติดหลอดลม

ประการสุดท้ายเป็นความรู้ใหม่ที่สังคมเพิ่งได้รับทราบจากการเปิดเผยของเพจเฟชบุ๊คชื่อดัง “หมอแล็บแพนด้า” ว่า การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลเร็วเกินไปเช่นในการแข่งขันหรือประเพณีดื่มเบียร์ที่ต้องมีการดื่มรวดเดียวแข่งกับเวลามีความเสี่ยงที่จะทำให้แอลกอฮอลในเลือดสูงขึ้นอย่างฉับพลัน หากเกิดขึ้นในผู้ที่ร่างกายไม่พร้อมรับความเปลี่ยนแปลงมีสิทธิ์ช็อกและเสียชีวิตได้ในทันที

สุดท้ายนี้ขอฝากไว้ด้วยความห่วงใยแก่ทุกคน นักแข่งขันดื่มเครื่องดื่มหรือนักแข่งกินจุที่ดีควรเตรียมความพร้อมของร่างกายก่อนลงแข่งเสมอเช่นเดียวกับนักกีฬา หากรู้สึกว่าร่างกายไม่พร้อมก็ไม่ควรฝืน สำหรับคนทั่วไปควรทานอาหารแค่พอดีคำ เคี้ยวให้ละเอียด ไม่ทานเร็วเกินไป เมื่อสำลักควรคายอาหารในปากทิ้งทันทีไม่ควรเสียดายและไม่ต้องเกรงว่าจะเสียมารยาท ทั้งนี้ก็เพราะการบริโภคอาหารหรือเครื่องดื่มไม่ใช่แค่อร่อยหรือสนุกเท่านั้นแต่ควรปลอดภัยด้วยเช่นกัน