ตำนาน “นรกลูกหนังแห่งตุรกี” อลี ซามี เยน

ถ้าหากถามนักฟุตบอลที่เคยไปสัมผัสบรรยากาศในสนาม อลี ซามี เยน ของกาลาตาซารายทีมดังตุรกีมาแล้ว ว่าเขาอยากจะกลับไปเยือนอีกซักครั้งหรือไม่ เชื่อว่าไม่มีใครอยากกลับไปเยือนที่แห่งนี้อย่างแน่นอน ไม่ว่าคุณจะเป็นนักฟุตบอลฝีเท้าดีแค่ไหนอยู่กับทีมที่ยิ่งใหญ่เพียงใดก็ตาม แต่ถ้าหากว่าทีมของคุณไม่ใช่กาลาตาซารายแล้วละก็ สนามแห่งนี้ก็คือนรกในเกมฟุตบอลของคุณอย่างแน่นอน

“อลี ซามี เยน” เป็นชื่อเก่าของรังเหย้าทีมดังจากตุรกี ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นเติร์ก เทเลคอม อารีนา เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ก่อตั้งสโมสร คือ อลี ซามี เฟรเชรี่ ซึ่งเปลี่ยนนามสกุลของเขาที่เป็นชื่อแอลแบเนียนตามเชื้อสายมาเป็น “เยน” ซึ่งมีความหมายว่าผู้ชนะในภาษาตุรกี เพื่อระลึกถึงเขาในฐานะผู้ก่อตั้งและพาทีมเป็นแชมป์ลีกตุรกีได้ถึงสามสมัย ในเวลาการเล่นของเขากับทีมเพียงแค่ 5 ปีเท่านั้นเอง

สาเหตุที่สนามแห่งนี้ถูกขนานนามว่า “นรกลูกหนังแห่งตุรกี” ก็เพราะว่าบรรยากาศการเชียร์ภายในสนามนั้นของแฟนบอลที่นี่นั้น เต็มไปด้วยความดุเดือดคุกคามและรุนแรงอย่างมาก จนทำให้นักฟุตบอลทีมเยือนเล่นไม่ออกกันเลยทีเดียว และไม่ใช่แค่นักเตะธรรมดาทั่วไปเท่านั้นที่จะโดนบรรยากาศของสนามแห่งนี้เล่นงาน แม้แต่ผู้เล่นระดับโลกหลายต่อหลายคนก็เคยมาพบกับความปราชัยที่แล้วทั้งสิ้น ไม่เว้นแม้แต่ราชันชุดขาวในยุดกาลาคติกอสที่มีซูเปอร์สตาร์ล้นทีม ดังนั้นในยุคนั้นไม่ว่าคุณจะเป็นทีมใหญ่ขนาดไหนก็ตาม หากจับต้องฉลากมาเจอกับกาลาตาซารายแล้วละก็ สิ่งที่ต้องทำก็คือยิงตุนในบ้านตัวเองไว้เยอะ ๆ เลยจะดีที่สุด เพราะหากคุณคาดหวังมาชนะที่อลี ซามี เยน ละก็ต้องบอกเลยว่ายากมาก ๆ

ไม่เพียงแค่บรรยากาศในสนามเท่านั้นที่ทำให้พวกเขาได้เปรียบ ไรอัน กิ๊กส์ ปีกพ่อมดแห่งทัพปีศาจแดงเคยเล่าว่า นอกจากบรรยากาศในสนามจะชวนให้ก้าวขาไม่ออกแล้ว พวกเขายังโดนแฟนบอลหัวรุนแรงของฝั่งเจ้าบ้าน ผลัดกันมาเมามายและตะโกนโหวกเหวกหน้าที่พักทั้งคืนจนแทบจะไม่ได้หลับได้นอน ทั้งยังมีแฟนบอลตะโกนข่มคู่คุกคามตลอดการเดินทางสู่สนาม แถมพอไปถึงแฟนจำนวนมากก็เข้าไปรอและเริ่มกดดันผู้เล่นทีมเยือนตั้งแต่ช่วงลงอบอุ่นร่างกายกันเลยทีเดียว เรียกว่าทำทุกอย่างที่ทำให้ทีมของพวกเขาได้เปรียบเลยก็ว่าได้

ปัจจุบันนั้นกฎการควบคุมแฟนบอลนั้นเข้มงวดและมีโทษรุนแรงมากขึ้น ทำให้บรรยากาศดุเดือดของนรกลูกหนังดูเบาลงกว่าเดิมมาก และข่มขวัญนักเตะทีมเยือนได้ไม่มากเหมือนที่เคยเป็น แต่ก็ต้องบอกว่าสนามแห่งนี้ยังคงมีบรรยากาศการเชียร์ที่ดุเดือดมากกว่าหลาย ๆ ที่ในโลก ดังนั้นหากเป็นไปได้ก็ยังคงไม่มีนักฟุตบอลคนไหนที่อยากจะไปเยือน “นรกลูกหนัง” แห่งนี้อย่างแน่นอน

สนาม “เดอะ เดน” บ้านของฮูลิแกน และฝันร้ายของแฟนบอลทีมเยือน

ถ้าหากว่าคุณกำลังจะตามไปเชียร์ทีมฟุตบอลในดวงใจของคุณ และพวกเขามีโปรแกรมที่จะต้องไปเยือนทีมเล็ก ๆ ทีมหนึ่งอย่างมิลล์วอลล์แล้วละก็ ก่อนอื่นคือคุณจะต้องหยุดและคิดดูอีกซักครั้งก่อนที่จะตัดสินใจ ไม่ใช่เพราะว่าพวกเขาเป็นทีมใหญ่ฟอร์มร้อนแรงพร้อมจะถล่มทีมรักของคุณแต่อย่างใด แต่สิ่งที่จะต้องนำมาคิดไตร่ตรองอีกครั้งก็คือความปลอดภัยของตัวคุณเองนั่นแหละ เพราะสนามเดอะ เดน ซึ่งเป็นสนามเหย้าของพวกเขานั้นเป็นแหล่งรวมของแฟนบอลที่ป่าเถื่อนที่สุดทีมหนึ่งบนเกาะอังกฤษนั่นเอง

สนามเดอะ เดน (The Den) รังเหย้าของมิลล์วอลล์นั้น ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงลอนดอน เป็นสนามที่มีขนาดเล็กมีความจุเพียงแค่สองหมื่นกว่าที่นั่งเท่านั้น แต่มันกลับเป็นสถานที่น่ากลัวมากสำหรับแฟนบอลทีมเยือน เพราะด้วยความที่มีสนามที่เล็กและแคบ แต่ดันบรรจุไปด้วยแฟนบอลหัวรุนแรงทั้งนั้น เสียงตะโกนที่เต็มไปด้วยถ้อยคำที่รุนแรงและคุกคามจึงดังก้องมากเป็นพิเศษ และหากคุณอยู่ฟังแฟนทีมเยือนแล้วละก็จะต้องพยายามข่มอารมณ์กับคำด่าทอเหล่านั้นให้ได้ เพราะถ้าอีกฝั่งไม่สามารถควบคุมอารมณ์ไว้ได้แล้วนั้น ทางฝั่งเจ้าบ้านเค้าก็พร้อมจะปะทะเสมอและเรื่องมักจะจบลงด้วยการนองเลือดอยู่เป็นประจำ นอกจากการปะทะกันกับแฟนบอลทีมเยือนแล้ว กับคำตัดสินของกรรมการที่ทำให้พวกเขาไม่พอใจก็เช่นกัน มักจะมีการเสียงตะโกนด่าทอรวมถึงขว้างปาสิ่งของมาจากพวกเขาเสมอ หากเห็นว่ากรรมการตัดสินไม่เป็นธรรมต่อพวกเขา

ด้วยความที่พวกเขาเป็นหนึ่งในทีมที่เก่าแก่ และอยู่ในเมืองหลวงอย่างกรุงลอนดอน ที่สำคัญพวกเขาดันเล่นอยู่แค่ในลีกเล็กระดับล่างเท่านั้น ทำให้เป็นปมด้อยที่พวกเขาโดนแฟนบอลทีมอื่นที่ใหญ่กว่าเยาะเย้ยถากถาง ซึ่งแฟนบอลมิลล์วอลล์ก็เป็นพวกจุดเดือดต่ำซะด้วย ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมักจะปวดหัวเสมอเมื่อมีการแข่งขันระหว่างมิลล์วอลล์กับทีมร่วมเมืองลอนดอน โดยเฉพาะเป็นการเจอกันของมิลล์วอลล์กับเวสต์แฮมอีกหนึ่งทีมที่ขึ้นชื่อเรื่องฮูลิแกนแล้วระก็ ถึงกับต้องใช้เฮลิคอปเตอร์ขึ้นบินเพื่อควบคุมสถานการณ์เลยทีเดียว ก็ยังถือเป็นข่าวดีของเจ้าหน้าที่อยู่บ้างที่พวกเขาทั้งคู่เล่นอยู่คนละดิวิชั่นกัน แต่ถึงจะมีการควบคุมเข้มงวดเพียงใดก็ยังคงมีการเปิดเผยจากทางตำรวจว่า มีคดีการใช้ความรุนแรงและใช้อาวุธทำร้ายแฟนบอลคู่แข่งของฮูลิแกนฝั่งมิลล์วอลล์มากถึง 56 คดีจากช่วงเวลาเพียงแค่ 4 ปีที่ผ่านมา

ถึงแม้ว่าเทคโนโลยีต่าง ๆ จะถูกนำมาใช้เพื่อป้องกันเหตุรุนแรงจะดีมากในปัจจุบัน แต่สำหรับแฟนบอลทีมเยือนแล้วสนามเดอะ เดน ยังคงเป็นที่ที่น่ากลัวเสมอ หากอยากรู้ว่าน่ากลัวแค่ไหนก็ลองหาหนังเรื่อง “อันธพาลลูกหนัง”(Green Street Hooligans) มาดูก่อน เพื่อจะได้รู้ว่าที่นั่นน่ากลัวเพียงใด และจะได้หาทางหนีทีไล่ไว้ก่อนที่จะเข้าไปชมทีมรักของคุณ

สนามซานติอาโก้ เบอร์นาเบว บัลลังก์แห่งราชันชุดขาว

ถ้าจะพูดถึงสนามฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ทั้งในด้านขนาดและความสำเร็จบนโลกแห่งฟุตบอลแล้วละก็ ชื่อหนึ่งที่จะติดอยู่ในอันดับต้น ๆ ของโลกฟุตบอลจะต้องเป็นชื่อสนาม “ซานติอาโก้ เบอร์นาเบว” สนามเหย้าของทีมราชันชุดขาว เรอัล มาดริด ในประเทศสเปนอย่างแน่นอน เพราะตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนานบนโลกลูกหนังของสนามแห่งนี้ มีเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่มากมายบนโลกฟุตบอลเกิดขึ้นจบลงและถูกจารึก ไว้บนสังเวียนลูกหนังที่ได้ชื่อว่า เป็นบัลลังก์ของราชันชุดขาวแห่งนี้

แรกเริ่มเดิมทีนั้นมาดริดมีสนามเหย้าที่ชื่อว่า คัมโป เด โอดอนเนลในช่วงก่อตั้งสโมสร และได้ทำการย้ายสนามเกิดขึ้นเพื่อรองรับจำนวนแฟนบอลที่มากขึ้นในช่วงปี 1923 มาเป็นสนามที่มีชื่อว่า “ชามาร์ติน” ซึ่งในเวลาต่อมาสนามแห่งนี้ก็กลายเป็นสนามที่เล็กเกินไปอีกครั้ง ตามจำนวนแฟนบอลที่มากขึ้นทุกวันของทีม ทำให้ประธานสโมสรในขณะนั้นเกิดแนวคิดที่จะสร้างสนามขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อรองรับฐานแฟนบอลที่จะมากขึ้นไปอีกในอนาคตด้วย จึงได้ทำการสร้างสนามแห่งนี้ขึ้นมาในปี 1943 แต่ก็ยังคงใช้ชื่อสนามตามชื่อเดิมอยู่นั่นคือ “ชามาร์ติน” จนกระทั้งเมื่อปี 1955 จึงได้เปลี่ยนชื่อสนามแห่งนี้ตามชื่อของประธานสโมสรที่ได้ทำการสร้างมันขึ้นมาคือ ซานติอาโก้ เบอร์นาเบว เยสเต้ และใช้ชื่อนี้มาจนถึงปัจจุบัน

เบอร์นาเบวนั้นปัจจุบันมีความจุสูงถึง 81,044 ที่นั่ง ซึ่งถือเป็นความจุที่ใหญ่มากที่สุดแห่งหนึ่งในวงการฟุตบอล นอกจากจะเป็นสนามที่มีขนาดใหญ่แล้ว ภายในยังมีทั้งโรงแรมห้อง พักนักกีฬา พิพิธภัณฑ์และหอเกียรติยศ ซึ่งบันทึกเรื่องราวประวัติศาสตร์ฟุตบอลของทีมไว้เปิดให้แฟนบอลเข้าไปชมอีกด้วย แถมยังเป็นสนามที่ตั้งอยู่ในย่านเศรษฐกิจใจกลางมหานครมาดริดเมืองหลวงของสเปน ทำให้มีผู้คนทั้งแฟนบอลและนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก สนใจเข้าเยี่ยมชมสนามแห่งนี้อย่างไม่ขาดสาย ที่สำคัญเบอร์นาเบวยังสถานีรถไฟฟ้าเป็นของตัวเองไว้รองรับผู้คนที่จะเดินทางมาอีกด้วย

ในด้านความสำเร็จและประวัติศาสตร์ฟุตบอลนั้น ซานติอาโก้ เบอร์นาเบวเคยถูกเลือกให้เป็นสังเวียนนัดชิงยูฟ่า แชมเปี้ยนลีกมาแล้วถึง 3 สมัย และยังเคยเป็นสนามที่ใช้จัดนัดชิงฟุตบอลนัดชิงยูโร 1964 ซึ่งทีมชาติสเปนสามารถคว้าแชมป์ในบ้านตัวเองที่สนามแห่งนี้ได้สำเร็จอีกด้วย และยังมีโอกาสได้จัดฟุตบอลโลกนัดชิงชนะเลิศอีกหนึ่งครั้งในปี 1982 แต่ครั้งนี้เป็นการบันทึกความทรงจำที่ยิ่งใหญ่ของอิตาลีแทน เพราะเจ้าภาพอย่างสเปนชิงตกรอบรองชนะเลิศไปก่อนอย่างน่าเสียดาย นอกจากจะเคยผ่านช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่ทั้งในส่วนของทีมชาติและทีมสโมสรแล้ว ความสำเร็จของทีมเรอัล มาดริดและเหล่าผู้เล่นระดับโลกหลายคน ต่างก็ก้าวเข้ามาเพื่อตามหาความฝันและความสำเร็จในเส้นทางฟุตบอล ในสนามแห่งนี้กันแบบไม่เคยขาดสาย ทำให้ทุกยุคทุกสมัยที่สนามแห่งนี้จะมีผู้เล่นที่ดีที่สุดของโลกอยู่ในทีมเสมอ และผลที่ตามมาก็คือความสำเร็จที่พวกเขากวาดมาสู่หอเกียรติยศในสนามแห่งนี้มากมายตามไปด้วย ทั้งแชมป์ลีก 34 ใบ แชมเปี้ยนลีก 13 ใบ โคปา เดอ เรย์ 19 ใบ ยังไม่นับรายการย่อยออื่น ๆ เพียงเท่านี้ก็หาทีมที่จะไล่ตามพวกเขาได้ยาก สมกับฉายาที่ถูกเรียกว่า “ราชัน” อย่างแท้จริง

ปัจจุบันซานติอาโก้ เบอร์นาเบว ไม่ใช่เป็นเพียงสนามฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่เท่านั้น สถานที่แห่งนี้ยังกลายเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของกรุงมาดริดอีกด้วย นั่นเป็นสิ่งที่ยืนยันได้อย่างดีว่าสนามแห่งนี้ ประสบความสำเร็จอย่างมาก ทั้งในแง่ของรายได้และความสำเร็จด้านฟุตบอล และทางสโมสรกำลังวางแผนที่จะปรับปรุงสนามครั้งใหญ่อีกครั้ง ดังนั้นรับองได้เลยว่า ซานติอาโก้ เบอร์นาเบว จะยังคงเป็นสถานที่บันทึกเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่ของโลกฟุตบอลไปอีกนานเท่านาน

Carragher’s Pub & Restaurant อีกจุดหมายที่ต้องไปเยือนของแฟนลิเวอร์พูล

อาชีพนักฟุตบอลถึงแม้ว่าจะเป็นอาชีพที่ให้ความร่ำรวยแก่นักเตะอย่างมาก แต่ข้อเสียของอาชีพนี้ก็คือการที่มีช่วงเวลาให้กอบโกยความสำเร็จไม่มากนัก และมีวัยเกษียณที่มาเร็วกว่าอาชีพอื่น ๆ เพราะสิ่งเหล่านี้จะต้องใช้ความแข่งแกร่งของร่างกาย ซึ่งย่อมจะเสื่อมสลายไปตามวัยนั่นเอง ทำให้มีนักฟุตบอลหลายคนที่หาธุรกิจอื่น ๆ เป็นอาชีพเสริมไปด้วยเพื่อเป็นธุรกิจเลี้ยงตัวเองหลังแขวนสตั๊ด แล้วถ้านักเตะคนนั้นเป็นถึงระดับตำนานสโมสรแห่งหนึ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก มันก็เป็นเรื่องธรรมดาที่ธุรกิจของเขาจะได้รับความสนใจจากแฟนบอลทั่วโลกเช่นกัน

เขาคนนั้นก็คือ เจมี่ คาร์ราเกอร์ อดีตกัปตันทีมลิเวอร์พูลนั่นเอง โดยคาร์ราเป็นหนึ่งในนักเตะที่เป็นที่รักอย่างยิ่งของแฟนหงส์แดง ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้มีฝีเท้าที่โดดเด่นอะไรมากนัก แต่สิ่งที่ทำให้เขาชนะใจแฟนบอลก็คือความรักและความทุ่มเทที่เขามีให้กับสโมสรแห่งนี้เพียงแห่งเดียว จนทำให้เขาถูกตั้งฉายาให้ว่า “มิสเตอร์ลิเวอร์พูล” เลยทีเดียว  และคาร์ราก็ได้เริ่มหาอาชีพเสริมในช่วงบั้นปลายอาชีพนักเตะของเขา ซึ่งธุรกิจนั้นก็คือร้านอาหารแบบกึ่งผับนั่นเอง

ร้านของคาร์รานั้นตั้งอยู่ในละแวกเดียวกันกับสนามแอนฟิลด์รังเหย้าของหงส์แดง เมื่อสถานที่ตั้งรวมกันเข้ากับชื่อเสียงของเจ้าตัวแล้ว มันจึงทำให้สถานที่แห่งนี้กลายเป็นศูนย์รวมของแฟนบอลลิเวอร์พูลภายในเวลาไม่นาน ซึ่งพวกเขาใช้เป็นสถานที่พบปะกันสำหรับกลุ่มแฟนบอลเพื่อพูดคุย ชมการถ่ายทอดสดเกมสำหรับผู้ที่ไม่ได้เข้าไปในสนาม รวมไปถึงเป็นสถานที่ปาร์ตี้ฉลองชัยในยามที่ทีมชนะ มันจึงกลายเป็นหนึ่งในสถานที่สำคัญของแฟนหงส์ไปในที่สุด

ด้วยความที่เป็นมิสเตอร์ลิเวอร์พูลของเขา ทำให้เขารู้ว่าแฟนลิเวอร์พูลต้องการสิ่งไหน เขาจึงจัดบรรยากาศในร้านได้แบบโดนใจแฟนหงส์เป็นที่สุด โดยภายในจะแบ่งเป็นโซนผับหลัก โซนเดอะทีมที่ประดับตกแต่งไปด้วยเรื่องราวต่าง ๆ ของทีม และโซนลิเวอร์พูลผับเป็นพื้นที่สำหรับแฟนหงส์โดยเฉพาะเพื่อชมถ่ายทอดสดและปาร์ตี้ฉลองชัย ทำให้จากที่เป็นศูนย์รวมแฟนหงส์ในเมืองลิเวอร์พูล ผับแห่งนี้ค่อย ๆ โด่งดังขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายมาเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กของแฟนหงส์แดงในปัจจุบัน ที่ถ้าหากว่าคุณเป็นแฟนบอลลิเวอร์พูลและได้ไปเยือนเมืองนี้แล้วละก็ สถานที่ต้องห้ามพลาดที่จะไปเยือนคือสนามแอนฟิลด์และ คาร์ราเกอร์ ผับแอนด์เรสเทอรองต์เลยทีเดียว

เมื่อมีแฟนบอลจากทั่วทุกมุมโลกที่อยากจะสัมผัสบรรยากาศของผับแห่งนี้ ทำให้คาร์ราเริ่มที่จะขยายสาขธุรกิจของเขาออกไปนอกประเทศ เพื่อให้แฟนบอลมีโอกาสเข้าถึงได้ง่ายขึ้น โดยเริ่มที่อเมริกาเป็นที่แรก โดยยังคงคอนเซ็ปต์บรรยากาศของทีมลิเวอร์พูลอันเป็นจุดเด่นหลักของร้านไว้เช่นเดิม และเพิ่มเติมบรรยากาศแบบ “รูฟท็อป” เข้ามาอีกด้วยทำให้น่าสนใจมากขึ้นไปอีก

การขยายสาขาของคาร์ราเกอร์ ผับ แอนด์ เรสเทอรองต์ในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นข่าวดีที่จะทำให้แฟนหงส์แดงจากทั่วทุกมุมโลกได้สัมผัสหนึ่งในแลนด์มาร์กของหงส์แดงได้ง่ายขึ้นแล้ว บางทีถ้าหากธุรกิจของเขาประสบความสำเร็จ ในอนาคตอาจจะขยายสาขามาใกล้บ้านเรามากขึ้นอีกก็ได้

เรอัล คาเฟ่ เบอร์นาเบว สถานที่สำหรับคนพิเศษของราชัน (ชุดขาว)

สนามซานติอาโก เบอร์นาเบว นอกจากจะเป็นสนามกีฬาฟุตบอลที่ใหญ่ติดอันดับต้น ๆ ของโลกแล้ว ที่นี่ยังเต็มไปด้วยบริการต่าง ๆ มากมายทั้งที่เที่ยวที่พักและสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ หากคุณเป็นแฟนบอลของเรอัล มาดริดและได้มาเยือนสนามแห่งนี้ก็คือ ร้านอาหารที่ตั้งอยู่ในใจกลางสนามแห่งนี้ก็คือร้านที่ชื่อว่า “เรอัล คาเฟ่ เบอร์นาเบว” นั่นเอง

เรอัล คาเฟ่ เบอร์นาเบว เป็นสถานที่ที่ทางสโมสรจัดทำไว้เพื่อรองรับแฟนบอลที่มาเยือนสนามแห่งนี้ เพื่อเข้าเยี่ยมชมบรรยากาศภายในสนามที่ยิ่งใหญ่ของทีม และรับประทานอาหารหรือดื่มอะไรเย็น ๆ ไปพร้อม ๆ กัน โดยภายในร้านอาหารแห่งนี้จะมีอาหารหลายอย่างไว้บริการ โดยสามารถมองทะลุกระจกออกไปเห็นบรรยากาศภายในสนามอีกด้วย ซึ่งหากคุณคือสาวกของทีมราชันชุดขาวแล้วละก็ ภาพบรรยากาศภายในร้านที่ทางสโมสรจัดไว้ให้นี้จะประทับใจคุณอย่างแน่นอน ส่วนอาหารที่มีไว้บริการแขกวีไอพีนั้นก็จะเป็นอาหารง่าย ๆ ซะเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉลี่ยแล้วก็จัดว่าอยู่ในเกณฑ์ดีเลยทีเดียว แต่ก็มีบ้างที่ผู้เข้าไปใช้บริการจะบ่นว่าไม่คุ้มกับราคาที่จ่ายไป (ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยอยู่ที่ราว ๆ 30 ยูโรหรือประมาณหนึ่งพันบาท) แต่ก็อย่างว่านั่นแหละถ้าหากคุณเป็นสาวกราชันชุดขาว และเดินทางไปเยือนถึงซานติอาโก เบอร์นาเบวแล้ว ค่าใช้จ่ายประมาณนี้ก็นับว่าคุ้มค่ากับการบรรยากาศที่มองทะลุออกไปเห็นสนามของทีมรักของคุณ

ร้านอาหารภายในสนามแห่งนี้จะมีไว้รองรับแฟนบอลทั้งในรูปแบบของนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเยี่ยมชมสนาม รวมไปถึงเป็นที่นั่งวีไอพีในวันที่มีการแข่งขัน หรือที่เรียกว่า “แมทช์ เดย์” อีกด้วย ซึ่งการได้นั่งบนที่นั่งพิเศษพร้อมอาหารและเครื่องดื่ม ก็จะเพิ่มอรรถรถในการชมเกมของทีมราชันให้มากขึ้นไปอีกอย่างแน่นอน ราวกับคุณเป็นแขกพิเศษของราชาชุดขาวแห่งกรุงมาดริดเลยก็ว่าได้ เพราะต้องไม่ลืมว่าพื้นที่ส่วนนี้มีค่อนข้างจำกัด ทำให้ไม่ใช่ว่าทุกคนจะได้รับชมบรรยากาศแบบนี้ได้

ปัจจุบันในขณะที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของเชื้อโควิด-19 ทำให้ทางสโมสรเลือกไปใช้บริการสนามอัลเฟรโด ดิ สเตฟานโน่ ของทีมสำรองที่มีความจุน้อยกว่าแทน ในช่วงที่มีการกลับมาแข่งใหม่แบบไม่มีแฟนบอลเข้าชมในสนาม เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการจัดการแข่งขัน โดยทางสโมสรถือโอกาสนี้ปรับปรุงและพัฒนาซานติอาโก เบอร์นาเบวไปด้วยในตัว โดยมีข่าวมาว่าเตรียมจะทุ่มงบพัฒนาสนามครั้งใหญ่ถึง 500 ล้านยูโรเลยทีเดียว และแน่นอนว่า “เรอัล คาเฟ่ เบอร์นาเบว” คงจะได้รับการพัฒนาและปรับปรุงไปด้วย ซึ่งหากดูจากศักยภาพของสโมสรแห่งนี้แล้ว เชื่อว่าสถานที่ต้อนรับคนพิเศษของราชันชุดข่าวแห่งนี้ จะต้องมีอะไรมาเซอร์ไพรส์แฟนบอลอีกอย่างแน่นอน

บาร์ เดส์ แฟมิเลส์ ศูนย์รวมของแฟนปารีส แซงต์ แชร์กแมง

มหานครปารีสประเทศฝรั่งเศส ถือเป็นหนึ่งในสถานที่แห่งความศิวิไลซ์ของโลก เพราะมหานครแห่งนี้คือศูนย์รวมทั้งในด้านสถาปัตยกรรม แฟชั่นความสวยความงามรวมไปถึงน้ำหอมที่โด่งดังไปทั่วโลก ทำให้ปารีสเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางของนักเดินทางจากทั่วทุกมุมโลก และสิ่งหนึ่งที่มหานครแห่งนี้โด่งดังไม่แพ้ที่อื่น ๆ ก็คือในเรื่องของฟุตบอล เพราะที่ปารีสนั้นเป็นที่ตั้งของสนามปาร์ค เดส์ แพรงส์ รังเหย้าของทีมปารีส แซงต์ แชร์กแมง อีกหนึ่งทีมที่ใหญ่ไม่แพ้ใครในโลกของฟุตบอลนั่นเอง

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้สโมสรแห่งนี้ได้ทุ่มเม็ดเงินจำนวนมหาศาล เพื่อที่จะพัฒนาตัวเองขึ้นมาอยู่ในระดับแนวหน้าของทวีปยุโรป ทำให้ทีมของพวกเขาเต็มไปด้วยผู้เล่นระดับโลกเต็มไปหมดทั้งเนย์มา, อังเคล ดิ มาเรีย, คิเลียน เอ็มบั๊ปเป้ และอื่น ๆ อีกหลายคน ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อมีผู้เล่นชื่อดังมากมายอยู่ในทีมสิ่งที่จะมากขึ้นเป็นเงาตามตัวก็คือฐานแฟนบอลนั่นเอง จึงกลายเป็นว่าผู้คนที่หลั่งไหลมายังมหานครแห่งนี้นอกจากมาเพื่อชื่นชมศิลปะความงาน และหอไอเฟลแล้วอีกเป้าหมายสำคัญก็คือการเดินทางมาเพื่อชมฟุตบอลและฝีเท้าของผู้เล่นระดับโลกเหล่านี้

และถ้าหากคุณคือแฟนบอลของปารีส แซงต์ แชร์กแมงชนิดเข้าเส้น และเดินทางมาจนถึงกรุงปารีส แล้วไม่สามารถหาตั๋วเข้าไปชมเกมยังสนามปาร์ก เดส์ แพรงส์ได้ล่ะจะทำอย่างไรดี ถ้าหากคุณตกอยู่ในสถานการณ์แบบนั้นแล้วละก็ สถานที่ซึ่งคุณกำลังตามหาอยู่ก็คือ บาร์เล็ก ๆ แห่งหนึ่งที่มีชื่อว่า “บาร์ เดส์ แฟมิเลส์” ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากสนามออกไปราว 10 กิโลเมตร  ว่ากันว่าในวันที่มีการแข่งขันของทีมแฟนบอลพันธุ์แท้และฮาร์ดคอร์ของเปเอสเชครึ่งหนึ่งอยู่ในสนามปาร์ค เดส์ แพรงส์ ส่วนอีกครึ่งหนึ่งจะมารวมตัวกันที่บาร์แห่งนี้แหละ เพื่อเชียร์ทีมรักของพวกเขาผ่านทางการถ่ายทอดสดพร้อมกับซดน้ำเมาประกอบการชมไปด้วย ดังนั้นหากคุณต้องการบรรยากาศการเชียร์และมีเพื่อนร่วมอุดมการณ์ที่แท้จริงแล้วละก็ รับรองว่าที่นี่ก็มีความมันไม่แพ้ในสนามเลยทีเดียว

ไม่ว่าคุณจะเป็นใครมาจากที่ไหนในโลก และถึงแม้ว่าบาร์ เดส์ แฟมิเลส์จะเต็มไปด้วยแฟนบอลสายฮาร์ดคอร์ แต่ถ้าหากคุณเป็นแฟนปารีส แซงต์ แชร์กแมงเช่นเดียวกับพวกเขาแล้วก็ย่อมจะไม่ต้องเกรงกลัวอะไรทั้งสิ้น เพราะฟุตบอลมักจะมีมนต์เสน่ห์แปลก ๆ ในตัวของมันเองเสมอ นั่นคือถ้าหากคนสองคนคุยกันถึงเรื่องของฟุตบอล ด้วยภาษาฟุตบอลแบบเดียวกัน(เชียร์ทีมเดียวกัน) แล้วละก็แม้ว่าจะพึ่งรู้จักกันก็จะสามารถสร้างมิตรภาพใหม่ให้เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วเสมอ เพราะฉะนั้นหากคุณคือแฟนบอลปารีส แซงต์ แชร์กแมงคนหนึ่ง และไม่สามารถเข้าชมในสนามได้แล้วละก็ ตรงไปที่นี่ได้เลยรับรองว่าไม่ผิดหวัง

กีฬาแห่งสุภาพบุรุษ อัดกันให้สุดแล้วไปหยุดที่มิตรภาพและเบียร์

รักบี้ฟุตบอลเป็นหนึ่งในชนิดกีฬาที่จะต้องปะทะกันอย่างหนักหน่วงตลอดทั้งเกม เพราะฉะนั้นผู้เล่นจะต้องมีความเป็นสุภาพบุรุษค่อนข้างสูง ทั้งการเคารพต่อคู่แข่ง กฎกติกามารยาทและการรู้แพ้รู้จักการให้อภัย มิเช่นย่อมจะต้องเกิดการทะเลาะวิวาทกันอย่างรุนแรง และการเล่นนอกเกมเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ทำให้กีฬาชนิดนี้ถูกขนานนามว่าเป็นกีฬาแห่ง “สุภาพบุรุษ” นั่นเอง

สำหรับกีฬารักบี้นั้นถึงแม้ว่าจะยังไม่ได้รับความนิยมมากมายเท่าไรนัก ในพื้นที่ส่วนใหญ่ของโลกรวมไปถึงประเทศไทยของเรา โดยประเทศที่นิยมเล่นกีฬาชนิดนี้ส่วนมากจะเป็นในกลุ่มสหราชอาณาจักร และประเทศที่วัฒนธรรมของพวกเขาส่งไปถึงซะมากกว่า โดยที่พวกเขาจะเรียกดินแดนที่นิยมกีฬาชนิดนี้ว่า “ฮาร์ทแลนด์” นั่นเอง ซึ่งก็จะมีกลุ่มประเทศในสหราชอาณาจักร, ฝรั่งเศส, แอฟริกาใต้, อาร์เจนติน่า, และนิวซีแลนด์เป็นต้น

แต่ในปัจจุบันดูเหมือนว่ากีฬารักบี้ฟุตบอลกำลังจะได้รับความนิยมเป็นวงกว้างมากยิ่งขึ้น หลังจากการจัดรายการรักบี้ชิงแชมป์โลก 2019 ที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีการนำเทคโนโลยีต่าง ๆ มาใช้ในการเผยการแข่งขัน จนทำให้พบว่ามีผู้คนจากทั่วทุกมุมโลกให้ความสนใจ เกินกว่าที่คาดคิดไว้เสียอีก ทำให้มีความเป็นไปได้ว่าในอนาคตอันใกล้นี้ เราจะได้เห็นรักบี้ฟุตบอลเป็นอีกหนึ่งกีฬาที่ได้รับความนิยมจากแฟนกีฬาทั่วโลก สาเหตุที่รักบี้สามารถเข้าไปครองใจแฟนกีฬาได้นั้นเป็นเพราะรักบี้เป็นกีฬาที่มีความสนุกตื่นเต้นไม่แพ้การแข่งขันชนิดอื่นเลย ทั้งความเร็วความแข็งแกร่งและการพลิกแพลงในเกม ทำให้การแข่งขันสนุกตื่นเต้นอยู่ตลอดเวลา ถ้าหากมีการเผยแพร่ให้แฟนกีฬาได้รู้จักกฎกติกาการเล่นมากขึ้นกว่านี้  เชื่อว่าน่าจะเป็นที่ชื่นชอบของแฟนกีฬาได้อย่างไม่ยากเย็นอย่างแน่นอน

อีกหนึ่งเสน่ห์ของกีฬาลูกผู้ชายชนิดนี้ก็คงจะหนีไม่พ้น วัฒนธรรมแห่งมิตรภาพที่น่ารักนั่นเอง คือการแข่งขันรักบี้นั้นเมื่อเกมจบลงไม่ว่าจะด้วยผลการแข่งขันเช่นไร หรือว่าอัดกันรุนแรงเพียงใดทุกสิ่งทุกอย่างจะจบลงภายในสนามเสมอ ไม่เอามาคิดติดใจหรือโกรธเคืองใด ๆ ต่อกันและจะสานสายสัมพันธ์กระชับมิตรกันด้วยเบียร์เสมอ ไม่เพียงแต่แฟนข้างสนามเท่านั้นที่ดื่มด่ำกับบรรยากาศแห่งมิตรภาพด้วยเบียร์ แต่เป็นธรรมเนียมของการแข่งขันเลยว่าทีมที่พ่ายแพ้จะต้องไปแสดงความยินดีกับผู้ชนะด้วยเบียร์อีกด้วย อย่างเช่นการแข่งขันชิงแชมป์โลกที่ผ่านมาถึงแม้ว่าทีมชาติอังกฤษจะแพ้ให้กับแอฟริกาใต้ไปในนัดชิงชนะเลิศอย่างน่าเสียดาย แต่หลังเกมนั้น “เจ้าชายแฮร์รี่” ดยุ๊คแห่งซัสเซ็กซ์ ได้เสด็จเป็นตัวแทนทีมชาติอังกฤษเพื่อทรงแสดงความยินดีกับทีมคู่ต่อสู้ด้วยพระองค์เอง นับว่าเป็นอีกหนึ่งวัฒนธรรมที่สวยงามมากในวงการกีฬา

หลายครั้งเรามักจะเห็นความแตกแยกทะเลาะวิวาท ที่เกิดจากเกมกีฬาและเบียร์ แต่วัฒนธรรมนี้ในกีฬารักบี้ฟุตบอลได้ทำให้เราเห็นแล้วว่า ถ้าหากคุณมีน้ำใจนักกีฬามากพอสิ่งนั้นแหละจะนำมาซึ่งมิตรภาพในเกมกีฬา โดยมีเบียร์เป็นตัวเชื่อมประสานความสัมพันธ์ได้ลงตัว

ลัดเลาะรอบโอลด์ แทรฟฟอร์ด โรงละครแห่งความฝันของสาวกปีศาจแดง

โอลด์ แทรฟฟอร์ด เป็นสนามเหย้าของทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สโมสรฟุตบอลชั้นนำของประเทศอังกฤษที่มีแฟนบอลมากกว่า 600 ล้านคนทั่วโลก ที่นี่จึงเปรียบเสมือนเป็นจุดหมายปลายทางของสาวกปีศาจแดงทั่วโลกที่ต้องการมาเยี่ยมเยือนสักครั้ง ทำให้แฟนคลับนับล้านคนผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเดินทางมายังสนามแห่งนี้ตลอดทั้งปี และด้วยมนต์ขลังของสโมสรอันมีประวัติศาสตร์ยาวนานนับ 100 ปี ทำให้เซอร์บ็อบบี้ ชาร์ลตัน อดีตนักเตะระดับตำนานของสโมสรให้สมญานามสถานที่แห่งนี้ว่า “โรงละครแห่งความฝัน”

โอลด์ แทรฟฟอร์ด เริ่มใช้งานครั้งแรกเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 1910 ด้วยความจุสนามสูงถึง 80,000 ที่นั่ง ซึ่งสมัยนั้นแฟนบอลยังนิยมการยืนเชียร์ในสนาม ต่อมาในปี 1941 สนามได้รับความเสียหายจากระเบิดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จนต้องได้รับการบูรณะสนามขึ้นใหม่และเปิดใช้งานอีกครั้งในปี 1949 หลังจากนั้นสนามก็ได้รับการปรับปรุงอีกหลายครั้งจนกลายเป็นหนึ่งในสนามที่ทันสมัยที่สุดของวงการฟุตบอล ในปัจจุบันโอลด์ แทรฟฟอร์ด ไม่ได้เป็นเพียงแค่สนามฟุตบอลที่รองรับแฟนบอลซึ่งเดินทางมาชมเกมการแข่งขันในวันที่ทีมลงสนามเท่านั้น แต่ยังเต็มไปด้วยสถานที่ที่พร้อมให้แฟนบอลได้ทำกิจกรรมเกี่ยวกับสโมสรในวันที่ไม่มีการแข่งขันได้ตลอดทั้งวัน

เริ่มต้นกันด้วยการทัวร์สนามที่ Museum & Tour Centre บริเวณทิศเหนือของสนาม โดยไม่ลืมเก็บภาพรูปปั้นเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน อดีตผู้จัดการทีมที่พายูไนเต็ดคว้าแชมป์มากมาย ซึ่งตั้งอยู่บริเวณทางเข้า และหากใครหิวยังสามารถแวะรับประทานอาหารที่ Red Café ก่อนเริ่มทัวร์ได้ ในการทัวร์สนามนั้นไกด์จะพาชมทั่วทุกมุมของอัฒจันทร์แต่ละฝั่งสลับกับการเยี่ยมชมห้องแต่งตัวของนักเตะและห้องแถลงข่าว ก่อนจะพาลงสู่สนามทางอุโมงค์เช่นเดียวกับเวลานักฟุตบอลลงทำการแข่งขัน และพาไปชมซุ้มม้านั่งฝั่งเจ้าบ้านอย่างใกล้ชิด ต่อจากนั้นจะให้นักท่องเที่ยวเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมประวัติศาสตร์ทั้งหมดของสโมสร ไม่ว่าจะเป็นถ้วยรางวัล, ชุดที่นักเตะใส่แข่งขัน รวมไปถึงประวัตินักเตะระดับตำนานจนถึงปัจจุบัน

เมื่อออกจากพิพิธภัณฑ์แล้ว ให้เดินออกมายังทิศตะวันออกของสนามเพื่อถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกับ “The United Trinity” รูปปั้นตำนานนักเตะประจำสโมสรทั้ง 3 คน ได้แก่ จอร์จ เบสต์, เดนนิส ลอว์ และบ็อบบี้ ชาร์ลตัน ที่ตั้งหันหน้าเข้าหาสนามโอลด์ แทร็ฟฟอร์ ก่อนจะหันมาเก็บภาพสนามในมุมกว้างโดยมีรูปปั้นเซอร์แมตต์ บัสบี้ ผู้จัดการทีมที่พาปีศาจแดงครองความยิ่งใหญ่ในอังกฤษและทวีปยุโรปตั้งตระหง่านอยู่บริเวณทางเข้า Megastore ร้านขายของที่ระลึกประจำสโมสรซึ่งเป็นเป้าหมายต่อไป หลังจากเลือกช้อปปิ้งอย่างจุใจ แล้วให้เดินมายังด้านข้างของอัฒจันทร์ฝั่งตะวันออกอันเป็นที่ตั้งของอนุสรณ์ความทรงจำโศกนาฏกรรมที่มิวนิค เพื่อระลึกถึงนักเตะและเจ้าหน้าที่ของสโมสรที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์เครื่องบินตกเมื่อปี 1958 เป็นการส่งท้ายทริป

และหากต้องการค้างคืนที่เมืองแมนเชสเตอร์ แนะนำให้เลือกพักที่ “โฮเทล ฟุตบอล” โรงแรมระดับ 4 ดาวที่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับสนามโอลด์ แทรฟฟอร์ด เพราะนอกจากจะได้ชมโรงละครแห่งความฝันในมุมสูงแล้ว ยังอาจได้พบกับอดีตนักเตะดาวดังอย่าง ไรอัน กิ๊กซ์, แกรี่ เนวิลล์, ฟิล เนวิลล์, พอล สโคลส์ หรือนิกกี้ บัตต์  ซึ่งเป็นเจ้าของโรงแรมร่วมกันก็เป็นได้

“เวมบลีย์ สเตเดียม” สนามแห่งจิตวิญญาณของชาวอังกฤษ

ประเทศอังกฤษได้ชื่อว่าเป็นต้นกำเนิดของกีฬาฟุตบอล แถมฟุตบอลลีกสูงสุดของประเทศอย่างพรีเมียร์ลีก ยังถือเป็นลีกที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับ 1 ของโลกอีกด้วย ชาวอังกฤษล้วนผูกพันกับโลกลูกหนังมาตั้งแต่เด็ก ทั้งฟุตบอลระดับสโมสรและทีมชาติ โดยสนามฟุตบอลที่ชาวอังกฤษทั้งประเทศผูกพันมากที่สุดคงหนีไม่พ้น “เวมบลีย์ สเตเดียม” ซึ่งถูกใช้เป็นสนามเหย้าของทีมชาติอังกฤษนั้นเอง

สนามเวมบลีย์ ตั้งอยู่ในเวมบลีย์ปาร์ก กรุงลอนดอน เริ่มก่อสร้างในปี 1922 โดยแล้วเสร็จและเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 28 เมษายน 1923 ซึ่งเป็นเกมการแข่งขันฟุตบอลเอฟเอ คัพ นัดชิงชนะเลิศ ระหว่างโบลตัน วันเดอเรอร์ส กับเวสต์แฮม ยูไนเต็ด และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาสนามแห่งนี้ก็ถูกใช้เป็นสนามแข่งขันนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลเอฟเอ คัพ ซึ่งเป็นฟุตบอลถ้วยที่เก่าแก่ที่สุดในโลกจนถึงปัจจุบัน จนมีข้อความว่า “Road to Wembley” เป็นสโลแกนประจำการแข่งขัน นอกจากนั้นเวมบลีย์ยังถูกใช้เป็นสนามเหย้าของทีมชาติอังกฤษ และฟุตบอลลีก คัพ นัดชิงชนะเลิศ รวมไปถึงถูกเลือกให้จัดการแข่งขันฟุตบอลรายการสำคัญต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นฟุตบอลยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ ลีก (ยูโรเปี้ยน คัพ) นัดชิงชนะเลิศ, ฟุตบอลโลก 1966 นัดชิงชนะเลิศ, ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติทวีปยุโรป “ยูโร 96” รวมไปถึงฟุตบอลโอลิมปิกเกมส์ เมื่อปี 1948 และ 2012 ที่อังกฤษเป็นเจ้าภาพด้วย

เวมบลีย์ได้รับการรีโนเวทในปี 1963 เพื่อใช้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลโลก 1966 ซึ่งครั้งนั้นทีมชาติอังกฤษสามารถเอาชนะทีมชาติเยอรมันตะวันตกไปได้ในช่วงต่อเวลา ครองแชมป์โลกครั้งแรกและครั้งเดียวมาจนถึงปัจจุบัน จนกระทั้งในปี 2000 สนามเวมบลีย์ถูกปิดใช้งานเพื่อก่อสร้างสนามใหม่ด้วยทุนการก่อสร้างกว่า 790 ล้านปอนด์ ก่อนจะกลับมาเปิดใช้งานอีกครั้งเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2007 โดยสนามใหม่นี้มีความจุผู้ชมถึง 90,000 ที่นั่ง ใหญ่เป็นอันดับสองของยุโรป นอกจากนั้นยังได้เปลี่ยนสัญลักษณ์ประจำสนามจากหอคอยคู่ มาเป็นเสาโค้งรูปครึ่งวงกลมแทน และมีการตั้งอนุสาวรีย์บ็อบบี้ มัวร์ กัปตันทีมชาติอังกฤษชุดแชมป์โลก ไว้ที่หน้าทางเข้าสนามอีกด้วย

นอกจากจะถูกใช้จัดการแข่งขันฟุตบอลแล้ว เวมบลีย์ยังถูกใช้จัดการแข่งขันกีฬาประเภทอื่นด้วย ไม่ว่าจะเป็นรักบี้ ลีก, รักบี้ ยูเนี่ยน, อเมริกันฟุตบอล และมวยสากล รวมไปถึงการจัดคอนเสิร์ตระดับโลก ซึ่งศิลปินระดับตำนานอย่าง Michael Jackson, Queen, Paul McCartney, Elton John, U2, Madonna, Oasis, Bon Jovi และ Aerosmith ล้วนผ่านเวทีเวมบลีย์มาแล้วทั้งสิ้น ไม่เว้นแม้แต่ BTS บอยแบนด์ชื่อดังจากประเทศเกาหลี ก็เคยขึ้นแสดงที่นี่เมื่อปี 2019 นับเป็นศิลปินเกาหลีกลุ่มแรกที่ได้จัดการแสดงกลางกรุงลอนดอน

สนามเวมบลีย์เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชมสนามได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.00 – 16.00 น. เว้นวันหยุดช่วงคริสต์มาสและปีใหม่ โดยผู้เข้าชมจะได้สำรวจทุกซอกทุกมุมของสนาม เข้าชมห้องแต่งตัวนักเตะ, ห้องแถลงข่าว, อุโมงค์ปล่อยตัวนักเตะ และที่นั่งข้างสนาม รวมไปถึงประวัติศาสตร์ทั้งหมดเกี่ยวกับสนามกีฬาที่ใหญ่ที่สุดของประเทศอังกฤษ

“คัมป์ นู” สนามฟุตบอลสุดยิ่งใหญ่ของยุโรป

หากมีการจัดอันดับสนามฟุตบอลที่แฟนบอลอยากไปเยือนสักครั้ง ต้องมีชื่อของ “คัมป์ นู” ติดโผอยู่ในลำดับต้น ๆ อย่างแน่นอน เนื่องจากนี่คือสนามเหย้าของบาร์เซโลน่า สโมสรฟุตบอลระดับแนวหน้าของโลกจากประเทศสเปน แถมสนามแห่งนี้ยังได้ชื่อว่าเป็นสนามฟุตบอลที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในทวีปยุโรปอีกด้วย

คัมป์ นู (Camp Nou) ตั้งอยู่ในเมืองบาร์เซโลน่า แคว้นคาตาลัน ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศสเปน สนามแห่งนี้ได้รับฉายาว่า “อ่างชามยักษ์” จากการเป็นสนามฟุตบอลที่มีความจุผู้ชมถึง 99,354 ที่นั่ง ซึ่งหากแข่งขันในศึกยูฟ่าแชมเปี้ยนลีกจะถูกลดลงเหลือ 96,636 ที่นั่ง ตามกฎมาตรการรักษาความปลอดภัยของยูฟ่า แม้จะมีขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรป แต่เมื่อมองจากภายนอกกลับดูไม่ใหญ่มากนัก นั้นเป็นเพราะพื้นที่ส่วนล่างของสนามอยู่ลึกลงไปใต้ดิน โดยก่อนหน้านี้สโมสรตั้งใจใช้ชื่อสนามอย่างเป็นทางการว่า “เอสตาดิ เดล เอฟซี บาร์เซโลน่า” แต่เนื่องจากแฟนบอลและผู้สื่อข่าวนิยมเรียกสนามแห่งนี้ว่า คัมป์ นู มากกว่า ชื่อนี้จึงถูกนำมาใช้เป็นชื่อสนามอย่างเป็นทางการในที่สุด โดยคำว่า คัมป์ นู เป็นภาษาคาตาลัน แปลว่า “สนามแห่งใหม่” เนื่องจากเป็นสนามที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อทดแทนสนามเดิมของสโมสรบาร์เซโลน่า

ในยุคก่อตั้งสโมสรบาร์เซโลน่าใช้สนามคัมป์ เด ลา อินดุสเตรีย (Camp de la Indústria) เป็นสนามประจำทีม ซึ่งเป็นสนามกีฬาอเนกประสงค์ที่หลายชนิดกีฬาใช้พื้นที่ร่วมกัน มีความจุประมาณ 10,000 ที่นั่ง ก่อนจะสร้างสนามของตัวเองในชื่อ คัมป์ เด เลส คอร์ทส (Camp de Les Corts) ที่มีความจุ 20,000 ที่นั่ง ตามจำนวนแฟนบอลที่ติดตามเชียร์ในสนามมากขึ้น หลังจากสิ้นสุดสงครามกลางเมือง แฟนบอลสเปนแต่ทีมล้วนมีฐานแฟนคลับเพิ่มขึ้น ไม่เว้นแม้แต่ทีมประจำแคว้นคาตาลัน ทำให้บาร์เซโลน่าตัดสินใจปรับปรุงสนามของตัวเองจนมีความจุ 60,000 ที่นั่ง จนกระทั้งในปี 1954 สโมสรต้องการขยายสนามเพื่อรองรับแฟนบอล แต่ไม่สามารถทำได้เพราะไม่มีพื้นที่เพียงพอในการขยับขยาย จึงเป็นที่มาของการสร้างสนามคัมป์ นู ในที่สุด

สนามคัมป์ นู เริ่มก่อสร้างในปี 1954 ด้วยงบประมาณ 288 ล้านเปเซตา มีผู้ว่าเฟลีเป อาเซโด โกลังกา เป็นผู้วางศิลาฤกษ์ก้อนแรก ประกอบพิธีโดยเกรโกเรียว โมเดรโก อาร์ชบิชอปแห่งบาร์เซโลนา และเปิดใช้งานครั้งแรกเมื่อวันที่ 24 ก.ย. 1957 ก่อนจะทำการออกแบบสนามใหม่ให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ของยูฟ่าในปี 1980 โดยครั้งนั้นสโมสรเปิดโอกาสให้แฟนได้มีส่วนร่วมกับการปรับปรุงสนามด้วยการเปิดบริจาคเงินจากแฟนบอลแลกกับมีชื่อสลักบนหิน ซึ่งนอกจากจะได้รับเงินบริจาคจำนวนมาก ยังทำให้แฟนบอลได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสนามอย่างเป็นรูปธรรม

คัมป์ นู ไม่เพียงถูกใช้เป็นสนามเหย้าของบาร์เซโลน่าเท่านั้น สนามแห่งนี้ยังถูกรับเลือกให้จัดการแข่งขันฟุตบอลรายการสำคัญมาแล้วมากมาย ไม่ว่าจะเป็นฟุตบอลโลก 1982 รอบแบ่งกลุ่ม และรอบรองชนะเลิศ, คัพ วินเนอร์ คัพ นัดชิงชนะเลิศ ปี 1972, ยูโรเปี้ยน คัพ นัดชิงชนะเลิศ ปี 1989 รวมไปถึงยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก นัดชิงชนะเลิศ ปี 1999

แม้จะมีขนาดใหญ่โตมโหฬารอยู่แล้ว แต่คัมป์ นู ก็ยังมีแผนขยายความจุของสนามเพิ่มขึ้นเป็น 105,000 ที่นั่ง ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2023 นี้อีกด้วย ถือเป็นอีกก้าวของสนามแห่งนี้ในการเข้าใกล้สนามที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง Rungrado May Day Stadium ของประเทศเกาหลีเหนือ ที่สามารถจุผู้ชมได้ถึง 150,000 คน