เต้ยติ่มซำ ติ่มซำสูตรต้นตำหรับที่พร้อมเสิร์ฟ

ติ่มซำเป็นอาหารเรียกน้ำย่อยของจีนกวางตุ้ง เป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก ในประเทศไทยจังหวัดที่ขึ้นชื่อเรื่องติ่มซำที่สุดก็น่าจะเป็นจังหวัดตรัง ที่มีติ่มซำวางอยู่ตามร้านกาแฟยามเช้า มักทานคู่กับน้ำชาร้อน ๆ หรือกาแฟ ก็อิ่มท้องได้ทั้งวัน หลาย ๆ คนที่ไม่รู้จักว่าติ่มซำคืออะไร จริง ๆ แล้วติ่มซำเป็นที่รู้จักกันในแบบลักษณะของนึ่ง เช่น ขนมจีบ ซาลาเปา ฮะเก๋า ที่วางอยู่ในเข่งหรือจานเล็ก ๆ แล้วนำไปนึ่ง ทานคู่กับซอสเปรี้ยวหรือจิ๊กโฉ่ว และกระเทียมเจียว หลาย ๆ ร้านในประเทศไทยมักจะนิ่งติ่มซำทิ้งไว้รอลูกค้าสั่งก็หยิบเสิร์ฟได้เลย

สำหรับท่านใดที่อยู่เชียงใหม่หรือแวะมาเที่ยวเชียงใหม่อยากจะลองทานอาหารอุ่น ๆ ท้องที่ไม่ใช่อาหารเหนือลองมาทานร้านนี้กันกับร้าน “เต้ยติ่มซำ” ร้านติ่มซำสไตล์จีนกวางตุ้งที่ตั้งอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ ที่เปิดให้บริการมายาวนานกว่า15 ปีแล้ว นอกจากร้านเต้ยจะคัดเลือกวัตถุดิบอย่างดีมาให้ลูกค้าได้รับประทานแล้ว ที่ร้านยังมีเมนูติ่มซำให้เลือกมากมาย ทั้งขนมจีบ ซาลาเปา โดยเฉพาะซาลาเปาไส้หวาน โดยที่ตัวไส้พุทรากวนจะละเอียดเนียน รสชาติหวานกำลังดี แป้งซาลาเปาไม่แข็งนุ่มหอมเข้ากันกับตัวไส้ หรือจะเป็นซี่โครงหมูอบที่เนื้อไม่เหนียวรสชาติหวานซอสกำลังดี พร้อม ๆ กับจิบชาร้อน ๆ ที่ร้านนี้เค้ามีบริการให้ฟรีไม่เสียตัง พร้อมกับผักสดคุณภาพดีที่สามารถตักมาทานแกล้มคู่กันได้

หากใครที่อยากทานเมนูทอดของร้านนี้ก็มีเหมือนกัน เช่น กุ้งกรอบ หรือปอเปี๊ยะทอดที่ทานคู่กับน้ำจิ้มบ๊วยก็ดูลงตัว เรียกกันว่าร้านนี้คนเชียงใหม่มาทานกันเยอะมาก นอกจากจะมีเมนูที่เยอะแล้วลูกค้าที่เข้ามารับประทานก็จะเยอะตามช่วงเวลาด้วยเหมือนกัน ร้านนี้ตั้งอยู่บนถนนกำแพงดิน ผ่านร้านหนังสือสุริวงค์บุ๊คเซนเตอร์ เจอสี่แยกให้เลี้ยวขวา ประมาณ500 เมตรร้านจะอยู่ซ้ายมือ ร้านเต้ยติ่มซำเปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่ 9 โมงเช้าจนถึง 4 ทุ่ม ตัวร้านจะเป็นอาคารพาณิชย์ประมาน 3 ล็อค ลูกค้าที่เข้ามารับประทานจะต้องเดินไปยืนเลือกติ่มซำกันหน้าร้าน เลือกเสร็จก็สามารถไปนั่งรอติ่มซำมาเสิร์ฟกันที่โต๊ะ ประมาน 15 นาทีก็จะมีเข่งติ่มซำมาวางบนโต๊ะข้างหน้ากันแล้ว แต่ถ้าใครที่สั่งเป็นของทอดไปอาจจะต้องรอทอดกันสักหน่อย แต่ใช้เวลาไม่มากก็จะได้รับประทานกัน ติ่มซำร้อน ๆ ที่มาเสิร์ฟตรงหน้า ตักทานคู่กับกระเทียมเจียวที่ร้านนี้เติมได้แบบไม่อั้น กระเทียมเจียวที่ร้านนี้ไม่ได้ใช้กระเทียมเจียวสำเร็จรูปทั่วไปแต่เป็นกระเทียมเจียวที่เจียวเองกรอบ ๆ หอม ๆ เพื่อลูกค้าโดยเฉพาะ

ติ่มซำที่ร้านเต้ยติ่มซำ จังหวัดเชียงใหม่นอกจากจะเน้นคุณภาพที่มีมานานกว่า 15 ปีในเชียงใหม่ ยังเป็นอีกแหล่งนัดพบปะพูดคุยไปพร้อม ๆ กับการทานอาหารทีมีคุณภาพ นอกจากจะติดใจคนเชียงใหม่แล้วยังอยากให้ผู้คนจากที่อื่นได้มาลิ้มรสอาหารจีนสไตล์ยูนานกันที่นี่อีกด้วย

ข้าวมันไก่สูตรเด็ดบนถนนวัวลาย

ถนนวัวลายเป็นถนนเส้นวัฒนธรรมที่อยู่คู่จังหวัดเชียงใหม่มาเป็นเวลายาวนาน และนอกจากจะมีร้านขายเครื่องเงินอันเป็นสัญลักษณ์ของย่านนี้แล้ว ยังมีอีกหลายสิ่งที่น่าค้นหากันอีกมากมาย บนถนนสายวัฒนธรรม

นอกจากเครื่องเงินที่โด่งดังบนถนนวัวลายแล้ว ยังมีร้านรวงอีกมากมายที่เป็นที่รู้จัก แต่ถ้ามาถึงย่านนี้จะไม่ไปชิม  “ข้าวมันไก่นันทาราม” ที่เปิดมานานกว่า 27 ปี ถือว่าเป็นตำนานของข้าวมันไก่ในจังหวัดเชียงใหม่เลยก็ว่าได้ สำหรับท่านที่เกิดคำถามสงสัยว่า ข้าวมันไก่ เป็นอาหารของไทยเราแต่ดั้งเดิมหรือไม่ ต้องบอกก่อนเลยว่าข้าวมันไก่เป็นอาหารที่ไทยเราได้รับอิทธิพลมาจากจีน โดยการนำไก่ไปต้มในน้ำจนไก่สุก เนื้อไก่นิ่ม จากนั้นก็นำข้าวสารไปผัดกับน้ำมันก่อนแล้วจึงค่อยนำไปหุง เพิ่มความหอมให้ข้าวโดยใส่ขิงลงไป พอสุกก็ตักไก่วางบนข้าว เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้ม แต่ไม่ใช่ทุกร้านที่จะมีรสชาติถูกปาก เหมือนร้านข้าวมันไก่นันทาราม กับความอร่อยที่อยู่มานานกว่า 20 ปี

นอกจากจะเป็นร้านที่มีชื่อเสียงจนมีหลายสาขาแล้ว เมนูของที่นี่ก็มีให้เลือกมากมาย นอกจากพระเอกของเราซึ่งเป็นข้าวมันไก่เนื้อนุ่ม ที่ไม่ได้ตีไก่จนแบนเหมือนร้านอื่น รับประทานกับพร้อมกับข้าวที่หุงกำลังดีเมล็ดข้าวเรียวสวย น้ำจิ้มรสเด็ดที่เป็นน้ำจิ้มสูตรเฉพาะของทางร้านที่มีรสชาติเข้มข้นกลมกล่อม ทานคู่กับไก่รสชาติเข้ากันเป็นอย่างดี หรือจะเป็นเมนูอื่น ๆ ของร้านนี้ก็มีมาให้เลือกไม่ว่าจะเป็นข้าวมันไก่ทอด แต่ถ้าใครที่อยากจะสั่งไก่เป็นจานแยกออกมาทานคู่กับข้าว หรือจะจิ้มน้ำจิ้มทานแยกต่างหากก็สามารถสั่งแยกได้ ราคาของเมนูในแต่ละอย่างก็สบายกระเป๋า ไม่ได้แพงตามยุคสมัยแต่อย่างใด นอกจากจะมีเมนูไก่แล้วก็ยังมีหมูสะเต๊ะ เนื้อนุ่มให้ลองชิมกัน การเดินทางมาชิมร้านนี้ก็ไม่ยากเลยเพราะร้านจะอยู่หลังถนนวัวลาย ถ้าหากขับมาจากประตูเชียงใหม่ก็เลี้ยวขวามาที่ถนนวัวลายตรงไปจนสุดถนนแล้วเลี้ยวซ้ายเข้าไปประมาณ 200 เมตร ก็จะเจอกับร้านข้าวมันไก่นันทาราม เมื่อลงจากรถจะเจอกับร้านที่มีขนาดกว้างขวาง มีโต๊ะให้นั่งรับประทาน และรองรับลูกค้าที่มารับประทานกันเป็นกลุ่มใหญ่ เวลาในการรออาหารก็ไม่นานมากนักถือว่าบริการดี พนักงานที่ร้านมักจะถามเสมอว่าอยากรับอะไรเพิ่มเติมบ้าง มีรอยยิ้มอยู่ตลอดเวลา

ข้าวมันไก่เป็นอาหารที่หาทานง่ายแม้แต่ในชุมชนบางที่ ก็มักจะเห็นตู้ที่มีไก่แขวนโชว์ตามหน้าร้าน แต่จะเป็นที่ถูกปากถูกใจหรือเปล่า แบบนี้ต้องลองไปทานกัน หรือจะแวะมาทานกันที่ร้านข้าวมันไก่นันทาราม ก็ยินดีต้อนรับทุกคน

ส้มตำเจ๊ต่าย สุดแซ่บแห่งเชียงใหม่

ส้มตำเรียกว่าเป็นอาหารที่ชื่นชอบของคนจำนวนไม่น้อยเลย ทั้งคนไทยหรือคนต่างชาติ หากพูดถึงส้มตำแล้วหลาย ๆ ท่านอาจจะนึกได้ว่าต้นตำหรับความแซ่บนัวนั้นมาจากภาคอีสานของประเทศไทยเรานั่นเอง ซึ่งส้มตำเป็นอาหารรสชาติจัดจ้าน มีครบทุกรสชาติ ไม่ว่าจะเป็น เปรี้ยว หวาน เผ็ด เค็ม จึงทำให้สามารถทานได้ทุกวัน นอกจากจะใช้เส้นมะละกอตำแล้ว ยังสามารถตำอย่างอื่นได้เหมือนกัน แล้วแต่เมนูของแต่ละร้าน

วันนี้พาไปชิมส้มตำรสแซ่บที่ยกครกกันมาตำที่เชียงใหม่ กับร้านส้มตำบัตรคิว “ร้านส้มตำเจ๊ต่าย” ที่ได้รับรางวัลการันตีความอร่อย ร้านส้มตำเจ๊ต่ายเป็นร้านส้มตำที่มีเมนูมาให้เลือกหลากหลาย อยากจะทานตำอะไรไม่ต้องคิดไว้ในใจ สั่งได้เลย เพราะบางทีเจ๊ต่ายเค้าก็ไม่ระบุไว้ในเมนู หลักเมนูก็จะมี ส้มตำไทย ลาว ปูปลาร้า ตำแตง แล้วก็มีเมนูสุขภาพดี อย่างเช่นตำผลไม้ รสชาติแซ่บ ๆ เคล็ดลับความอร่อยของร้านส้มตำเจ๊ต่ายหลัก ๆ ก็จะเป็นน้ำปลาร้าที่ใช้น้ำไปปลาร้าสุกเคี่ยวจนหอม เป็นส่วนผสมหลักในเมนูส้มตำร้านเจ๊ต่าย สำหรับท่านที่อยากจะทานอะไรพิเศษเจ๊ต่ายเค้าก็จัดให้ได้ เช่นส้มตำปูม้า มีทั้งปูม้าสด และปูม้านึ่ง ส้มตำกุ้งสด ที่กุ้งตัวใหญ่กัดได้เต็มคำ

หากใครที่ไม่อยากรอเจ๊ต่ายเค้าก็มีบริการโทรสั่งก่อน อีก 30 นาทีมารับได้เลย ซึ่งต้องพูดเลยว่าส้มตำเจ๊ต่าย เค้ามีสั่งแยกน้ำ ให้ไปคลุกเคล้ากันเองเองที่บ้าน รสชาติเหมือนทานที่ร้านไม่มีผิดเพี้ยน บางคนอาจจะเคยรู้สึกว่าทานที่ร้านกับสั่งกลับบ้านรสชาติแตกต่างกัน ต้องลองมาชิมร้านเจ๊ต่ายกันก่อนแล้วจะต้องสังกลับบ้านไปกันคนละถุง 2 ถุง รับรองเรื่องรสชาติที่ไม่เพี้ยนเลย หากใครที่ยังไม่เคยไปลองส้มตำเจ้ต่ายร้านจะอยู่บริเวณเชิงสะพานตำรวจภูธรภาค 5 ทางจะไปเทศบาลตำบลป่าแดด ลอดใต้สะพานมาแล้วเลี้ยวขวาตรงโรงเรียนอนุบาลเลย ร้านส้มตำเจ๊ต่ายจะอยู่ริมถนนฝั่งซ้ายมือ สังเกตป้ายหน้าร้านจะมีรูปเด็กผู้หญิงยืนยิ้มอยู่ สามารถจอดรถไว้ข้างทางแล้วเดินไปที่ร้านได้เลย

บางท่านที่พึ่งมาร้านนี้อาจจะสงสัยว่าร้านนี้เค้ามีแต่สั่งกลับบ้าน แต่จริง ๆ แล้วร้านนี้มีโต๊ะให้บริการสำหรับลูกค้าที่มานั่งทานที่ร้านด้วย แต่โต๊ะอาจจะมีน้อย ลูกค้าบางท่านอาจจะต้องรอนานกันสักนิด เจ๊ต่ายเจ้าของร้านเป็นคนที่พูดเสียงดังแต่อารมณ์ดี ลูกค้าขาประจำอาจจะชินกับเสียงแกไปแล้ว แต่ถ้าใครพึ่งเคยไปอาจจะมีตกใจกันเล็กน้อย สำหรับใครที่เขียนเมนูส่งให้เจ๊ต่ายแล้วก็อย่าลืมเขียนชื่อเผื่อเวลาเจ๊เค้าเรียกจะได้ถูกคน ไม่สับสนกัน

นอกจากส้มตำจะเป็นอาหารที่เป็นเอกลักษณ์ของประเทศไทยแล้ว ยังเป็นอาหารที่ทานได้ในทุกเวลา ทุกจังหวัดจะมีร้านส้มตำเปิดให้บริการทุกท่านอยู่ อีกทั้งส้มตำยังเป็นอาหารที่หาทานได้ตั้งแต่ข้างทางจนไปถึงระดับโรงแรมเลย หากใครชื่นชอบส้มตำอยากให้ลองไปร้านเจ๊ต่ายกัน จะไปลิ้มรสความแซ่บนัวจากร้านข้างทางที่มีรางวัลการันตีร้านนี้กัน

โต้รุ่งยามดึกกับ “ขนมจีนน้ำเงี้ยว สันป่าข่อย กาดทองคำ”

เมื่อพูดถึงอาหารเหนือที่หาทานได้ง่ายมากว่าน้ำพริกหนุ่ม ก็ต้องเป็นขนมจีนน้ำเงี้ยว อย่างแน่นอน ด้วยรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ เพราะเป็นการผสมผสานวัฒนธรรมของชาวล้านนาและอิทธิพลจากเพื่อนบ้านของไทยเรานั่นก็คือไทใหญ่ กลายมาเป็นอาหารยอดฮิตนั่นก็คือขนมจีนน้ำเงี้ยว หรือที่คนเหนือมักพูดกันติดปากว่า ขนมเส้นน้ำเงี้ยว

หลายคนคงแปลกใจเมื่อได้ยินคนเหนือเรียกอาหารว่าขนม เหมือนที่เรียกขนมจีนว่าขนมเส้น ขนมเส้นของคนเหนือคือการนำแป้งหมักหรือแป้งสดไปบีบเป็นเส้นลงในน้ำร้อนแล้วตักขึ้นมาแช่ในน้ำเย็นด้วยการจับเป็นก้อน ๆ เรียงกันอย่างสวยงามน่ารับประทาน ส่วนน้ำเงี้ยวเป็นน้ำแกงที่มีรสชาติเค็ม เผ็ด มีความเปรี้ยวจากมะเขือเทศลูกเล็กที่ใส่ลงไป มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของถั่วเน่าแผ่น มักจะใส่กระดูกหมู และหมูสับเพื่อให้ได้ความหวานจากกระดูกหมู ที่ขาดไม่ได้และจะต้องมีในน้ำเงี้ยวคือเลือดไก่ หั่นเป็นลูกเต๋า และดอกงิ้วเพื่อเพิ่มรสชาติ เคี่ยวไปจนกระดูกหมูมีความเปื่อย และส่งกลิ่นหอม ก็จะได้น้ำเงี้ยวรสชาติเข้มข้นมารับประทาน หากจะให้เข้ากันมากยิ่งขึ้นคนส่วนใหญ่มักทานคู่กับผักแกล้ม ซึ่งถ้าใครได้ไปรับประทานที่ร้านมักจะเจอตะกร้าผักสดที่มีผักให้เลือกแกล้มเยอะมาก หลัก ๆ จะเป็นกะหล่ำปลีซอย ถั่วงอก ถั่วฝักยาวสุกซอย แล้วแต่ตามใจชอบ แต่ถ้าจะให้ครบสูตรต้องรับประทานคู่กับแคบหมูก็จะเพิ่มความอร่อยมากขึ้น

หากใครที่ได้มีโอกาสมาเที่ยวเชียงใหม่อยากให้ลองมาทาน “ขนมจีนน้ำเงี้ยว สันป่าข่อย กาดทรัพย์ทองคำ” แต่ต้องบอกก่อนว่าเค้าเปิดในช่วงเย็นประมาณ 16:00 น. แต่ช่วงที่คนนิยมไปมากที่สุดก็เห็นจะเป็นประมาณหลังเที่ยงคืน เป็นต้นไป ร้านนี้น่าจะเป็นจุดหมายแรก ๆ ของนักท่องราตรี ด้วยรสชาติของขนมจีนน้ำเงี้ยวร้อน ๆ มีความเผ็ดปนกับความหิวแล้ว ถึงกับต้องเดินไปต่อคิวสั่งกันอีกจาน นอกจากร้านนี้จะมีน้ำเงี้ยวที่เป็นเมนูยอดนิยมแล้ว ยังมีน้ำอื่น ๆ ให้เลือกอีก เช่น น้ำแกงเขียวหวาน ข้าวซอย น้ำยา มีให้เลือกเยอะมากไม่แปลกใจที่คนจะแน่นเกือบทุกวัน ร้านนี้หยุดวันอาทิตย์ ขนมจีนราคาย่อมเยา แค่ถ้วยละ 20 บาท แต่ถ้าใครอยากเพิ่มท็อปปิ้งอย่างเช่น ไข่ต้ม แคบหมู ก็เลือกเพิ่มกันได้ตามสบาย

ขนมเส้นสันป่าข่อย กาดทองคำ เปิดรอให้ท่านไปรับประทานไปจนกว่าของจะหมด เลยไม่มีกำหนดเวลาในการปิด แต่ตามปกติแล้วไม่น่าจะเกินตี 3 เพราะใคร ๆ ก็อยากมาฝากท้องที่นี่ก่อนกลับบ้านกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นนักท่องราตรีจนไปถึงคนทำงานกะดึกที่รอไปฝากท้องที่นี้ก่อนกลับกันทั้งนั้น ด้วยราคาที่ไม่แรง จึงเป็นอีกร้านที่ไม่ควรพลาดหากท่านกำลังนึกอยากจะรับประทานขนมจีนน้ำเงี้ยว สูตรต้นตำหรับ รสชาติอร่อย

ยิ่งดึกยิ่งหิว เดินชิลมาทาน “ข้าวต้ม นายเจือ” แห่งเมืองปากน้ำโพ

ข้าวต้มเป็นอาหารที่ทานง่าย สามารถรับประทานได้ทุกโอกาส โดยส่วนมากคนไทยมักทานเป็นอาหารเช้า เนื่องจากใช้เวลาในการปรุงไม่มาก เพียงแค่ต้มน้ำให้เดือด ใส่ข้าวลงไปก่อน รอให้ข้าวเดือด จึงใส่หมูสับ หรือ เนื้อสัตว์ตามต้องการลงไป ปรุงรสให้พอดี ใส่ผักชีเพื่อเพิ่มความหอม พอสุกสุกแล้วปิดไฟ และตักใส่ถ้วยได้ทันที คนไทยมักเรียกว่าข้าวต้มทรงเครื่อง แต่ในบางประเทศก็ใช้ข้าวโอ๊ต หรือข้าวชนิดอื่น ๆ ต้ม แต่ถ้าเราใช้เวลาต้มข้าวให้นานมากขึ้น เราก็จะได้เมนูใหม่ที่เรียกว่าโจ๊ก หรือจะทานข้าวต้มเปล่า ๆ คู่กับ กับข้าวอื่น ๆ เรียกว่าข้าวต้มพุ้ย หรือข้าวต้มกุ๊ย

วันนี้จะพาไปลัดเลาะยามค่ำคืนกันถึงจังหวัดนครสวรรค์ หรือที่เรียกกันติดปากว่าเมืองปากน้ำโพ หากใครกำลังมุ่งหน้าเข้าสู่จังหวัดในภาคเหนือหรือจะเป็นการเดินทางจากภาคเหนือลงไปสู่ภาคกลางจะต้องผ่านจังหวัดนี้อย่างแน่นอน จึงไม่แปลกใจเลยที่มีคนขนานนามจังหวัดนครสวรรค์ว่าเป็นประตู่สู่ภาคเหนือ ถ้าพร้อมแล้วไปสำรวจกันดีกว่าว่าถ้าเราหิวข้าวตอนดึก ๆ จะมีร้านไหนที่เปิดต้อนรับบ้าง

พาลัดเลาะจนมาถึงถนนอารักษ์ ใกล้ ๆ กับร้านต้มเครื่องในหมูนายซุ้ยก็จะเจอกับร้านที่เก่าแก่แต่ยังมีชื่อเสียงอีกร้านหนึ่งของนครสวรรค์นั่นก็คือ “ร้านข้าวต้มนายเจือ” ก่อนจะเข้าไปในร้านเราจะเจอกับกลุ่มลูกค้าหลาย ๆ กลุ่มที่เดินสลับกันเข้าออกกันอย่างคึกคัก ก็จะเป็นอีกเหตุผลว่าร้านนี้ต้องเด็ด เริ่มจากเมนูแรกที่มาถึงแล้วจะต้องสั่งอย่างไก่คั่วเค็ม เป็นไก่ที่ทอดจนกรอบเนื้อจะร่วน ๆ รสชาติเค็ม มัน ทานคู่กับข้าวต้มร้อน ๆ เรียกน้ำย่อยให้เมนูต่อไปได้เป็นอย่างดี คนส่วนใหญ่นิยมสั่งผัดผักบุ้งไฟแดง ต้มซุปเปอร์รสแซ่บ หรือจะเป็นผัดหนำเลี๊ยบหมูสับ มาทาน แต่ก็น่าแปลกใจที่รสชาติเข้ากัน ข้าวต้มอุ่น ๆ กับอาหารร้อน ๆ อิ่มท้องกันยามดึก บรรยากาศภายในร้านจะมีโต๊ะยาว ๆ หลาย ๆ โต๊ะไว้รองรับสำหรับลูกค้าที่มาเป็นกลุ่มใหญ่ด้วย ที่สำคัญอาหารที่สั่งก็ใช้เวลารอไม่นาน

สำหรับใครที่สงสัยว่าทำไมเรียกข้าวต้มกุ๊ย วันนี้มีมาบอกกันด้วยที่จริง ๆ แล้วเราเรียกอาหารชนิดนี้ว่าข้าวต้มพุ้ย ตามภาษาจีนแต้จิ๋ว สมัยก่อน เนื่องจากเวลาทานจะตักข้าวต้มแยก แล้วทานคู่กับ กับข้าวหลาย ๆ อย่าง เวลาทานจะทานโดยยกถ้วยข้าวต้มขึ้นมาแล้วใช้ตะเตียบพุ้ยเข้าปาก แต่เมื่อเวลาผ่านไปจากคำว่าข้าวต้มพุ้ยก็กลายเป็นข้าวต้มกุ๊ยอย่างเช่นที่เราได้ยินกันจนทุกวันนี้ พิกัดอร่อยยามค่ำคืนนี้กับร้านข้าวต้มนายเจือ ที่เปิดคู่ความอร่อยมานานกว่า 40 ปี นี้ยังรอให้ผู้คนที่แวะผ่านเข้ามาได้มาลองชิมข้าวต้มกุ๊ยสไตล์แต้จิ๋ว มีเมนูให้เลือกสรร ราคากันเอง ใครผ่านมาแล้วไม่ได้ชิมก็เหมือนจะมาไม่ถึงพูดเลย

ร้านอาหารเกาหลี ในความเป็นเชียงใหม่แบบ “ล้ำลำ”

ประเทศเกาหลี เป็นอีกหนึ่งประเทศเพื่อนบ้านในทวีปเอเชีย ที่มีอิทธิพลมากในประเทศไทยเวลานี้ นอกจากประเทศเกาหลีจะมีศิลปินสุดฮอตที่กวาดเอาแฟนคลับในประเทศไทยไปเยอะแยะแล้ว เทรนด์การแต่งตัว หรือแม้แต่เครื่องสำอางที่กลุ่มวัยรุ่นส่วนใหญ่ยังนิยมใช้จากบริษัทผู้ผลิตที่เป็นประเทศเกาหลี เรียกได้ว่าวัฒนธรรมต่าง ๆ ของประเทศนี้มีอิทธิพลเป็นอย่างมาก และยังคงได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

วัฒนธรรมการกินอาหารของชาวเกาหลีเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ทางประเทศเกาหลีเองภูมิใจที่จะเผยแพร่อาหารเกาหลีต่อผู้คนทั้งโลก เนื่องจากลักษณะภูมิประเทศของเกาหลีเป็นประเทศที่มีความอุดมสมบูรณ์ ทั้งในเรื่องของการเกษตรรวมถึงการทำประมง ทำให้ประเทศเกาหลีมีวัตถุดิบที่สดใหม่อยู่ตลอด และคนเกาหลีก็มักจะมีภูมิปัญญาที่ชาญฉลาดในการถนอมอาหารเมื่อถึงฤดูที่ไม่สามารถทำการเก็บเกี่ยวหรือทำประมงได้ อาหารเกาหลีที่พอเอ่ยชื่อแล้วทุกคนจะต้องรู้จักนั่นก็คือ กิมจิ เพราะมักจะเป็นเครื่องเคียงที่อยู่ในทุกเมนูอาหาร อีกหนึ่งสิ่งที่ประเทศเกาหลีมีวัฒนธรรมการกินที่คล้าย ๆ กับประเทศไทยหรืออาจจะเรียกได้ว่าต้นกำเนิดของหมูกระทะบ้านเรา มาจากเนื้อย่างของประเทศเกาหลีแบบนั้นก็ได้ แตกต่างกันที่น้ำจิ้ม และเครื่องเคียงของเนื้อย่างเกาหลี ส่วนใหญ่ซอสเกาหลีที่หมักเนื้อก่อนที่จะนำมาย่างจะมีสีส้มและมีส่วนผสมของถั่วและสาลี่ ได้รสชาติที่เข้มข้น ออกเค็มนิด ไม่เผ็ดมาก เด็กสามารถทานได้ ส่วนเครื่องเคียงก็มีให้เลือกเยอะ ไม่ว่าจะเป็นผักสด ถั่วงอกผัดน้ำมัน กิมจิ มะเขือผัด ถั่ว และอื่น ๆ ให้ลองชิมกันแต่ไม่ต้องไปไกลถึงประเทศเกาหลีก็สามารถลิ้มลองความอร่อยสไตล์เกาหลี แบบบุฟเฟ่ต์ไม่อั้น ได้ที่ “ร้านอาหารเกาหลี ล้ำลำ เชียงใหม่”

ที่ร้านนี้นอกจากจะเอาใจคนที่รักในความเป็นเกาหลีแล้ว ยังเป็นบุฟเฟ่ต์ที่มีให้เลือกทั้ง หมู ไก่ เนื้อวัว พร้อมน้ำจิ้มที่มีให้จิ้มถึง 3 แบบ และเครื่องเคียงที่จัดเต็มแทบจะไม่มีที่ว่างเหลือบนโต๊ะ โดยเฉพาะกิมจิที่ร้านนี้ดองเองและสดใหม่ในทุก ๆ อาทิตย์ ที่นี่เค้ายังมีเครื่องดูดควันที่นำเข้าจากประเทศเกาหลีใต้ หรือใครที่อยากจะทานอาหารเกาหลีแบบต้นตำหรับทั้งต๊อกโบกี ทัคคัลบี ข้าวยำเกาหลี ที่นี่ก็มีเหมือนกัน เรียกว่าย้ายครัวเกาหลีมาไว้ที่เชียงใหม่กันเลย มีมาให้ทุกเกือบทุกเมนูที่คุณต้องการ สามารถสั่งได้ตามจำนวนคน ทั้งแบบเซต 2 ท่านไปจนถึงเซต 10 ท่าน ถ้าอยากเพิ่มความเป็นเกาหลีมากขึ้นไปที่ร้านนี้เค้าก็มีชุดฮันบกเอาไว้ใส่ถ่ายรูปอวดโซเชียลอีกด้วย ร้านอาหารเกาหลีล้ำลำ เปิดให้บริการคู่เชียงใหม่มา 8 ปีแล้ว มีสาขาทั้งหมด 2 สาขา ทั้งสาขา รวมโชคพลาซ่า และสาขา โครงการ The Chill Park ถ.สมโภชน์ 700 ปีเปิดให้บริการ 11:00-22:00 น.

สำหรับคนที่ชื่นชอบและหลงใหลในความเป็นเกาหลีทั้งวัฒนธรรม แฟชั่น หรือ อาหารการกิน ของชาวเกาหลี ร้านอาหารเกาหลีก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ชวนให้เข้าไปซึมซับเอาบรรยากาศ ที่ไม่ต้องไปไกลแต่ก็สามารถได้ลิ้มรสชาติของอาหารเกาหลี ในราคาที่ทุกคนเอื้อมถึงก็น่าจะเพียงพอสำหรับคนที่ยังไม่มีโอกาสได้ไปถึงถิ่น ถ้าเทียบกับคุณภาพแล้วก็ต้องบอกว่าสมราคาไม่ต้องไปถึงเกาหลีก็ไม่เสียดายเลย

เอาใจคนรักสุขภาพ กับร้าน “สุกี้ ช้างเผือก”

สุกี้หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งได้ว่า สุกียากี้ เป็นอาหารที่นิยมรับประทานในประเทศแถบเอเชีย ไม่ว่าจะเป็น จีน ญี่ปุ่นและประเทศไทย สุกี้มีต้นกำเนิดจากประเทศญี่ปุ่นเมื่อหลายร้อยปีที่แล้ว และเริ่มเป็นที่รู้จักในประเทศไทยเมื่อประมาณ พ.ศ. 2500 เรียกได้ว่าคนไทยกินสุกี้กันมายาวนานเกือบ 60 ปีกันแล้ว ความแปลกใหม่ บวกกับรสชาติของความอร่อยทำให้สุกี้เป็นอาหารยอดฮิตตั้งแต่สมัยนั้นมาจนถึงปัจจุบัน

เริ่มแรกนั้นสุกี้ในสมัยยุคกลางของญี่ปุ่น มีเรื่องเล่าตามประวัติศาสตร์กล่าวไว้ว่า มีนักรบได้ออกล่าเนื้อสัตว์ (ยากิ)และนำกลับมาให้ชาวบ้านใช้พลั่ว (ซูกิ) ประกอบอาหารให้ทาน จึงทำให้เกิดเมนูที่เรียกว่า ซูกิยากิ และเมนูนั้นได้รับความนิยมต่อกันมาเรื่อย ๆ อีกอย่างหนึ่งที่ทำให้เมนูนี้ได้รับความนิยมกันอย่างแพร่หลายเพราะขั้นตอนการทำค่อนข้างง่าย แต่จะแตกต่างกันที่น้ำซุปที่ต้ม ผักและเนื้อสัตว์ต่าง ๆ ที่จะนำมาลวก ก่อนที่จะเสิร์ฟถึงมือของท่าน

แนะนำร้านสุกี้ร้านเด็ด เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในเชียงใหม่กับร้าน “สุกี้ช้างเผือก” ซึ่งต้นตำหรับของร้านจะอยู่ที่ตลาดโต้รุ่งช้างเผือก เปิดตั้งแต่ 5 โมงเย็นจนถึงเที่ยงคืน ด้วยเมนูเด็ดของร้านคือ สุกี้แห้ง ด้วยสไตล์การผัดผักที่คงความสด กรอบของผักไว้เสมอ มีกลิ่นหอมไหม้ของกระทะเบา ๆ กัดไปแล้วไม่เหม็นเขียวพร้อมน้ำสุกี้รสเด็ด เมนูสุกี้ที่นี่ก็มีให้เลือกหลายอย่าง เช่น สุกี้หมู สุกี้ทะเล ที่นี่ต้องยกนิ้วให้กับลูกชิ้นปลาก้อนกลม ขาว ใส เมื่อกัดเข้าไปแล้วมีความเนื้อเด้งอยู่ในปาก จิ้มน้ำจิ้มสูตรเด็ดของทางร้านเพิ่มความอร่อย หรือจะเป็นสุกี้น้ำ ที่น้ำซุปเข้มข้น มีความหวานจากผักและน้ำซุปที่เคี้ยวจนหอมอร่อยกลมกล่อม ถึงกับต้องสั่งทีเดียวไปเลย 2 จาน ขึ้นชื่อเรื่องความอร่อยระดับตำนานในเชียงใหม่แบบนี้แล้วลูกค้าก็ต้องเยอะเป็นธรรมดา แต่ไม่ต้องกังวลว่ามาแล้วจะไม่ได้ทานเพราะร้านนี้มีถึง 2 สาขา สาขาแรกตั้งอยู่ตลาดโต้รุ่ง ถนนช้างเผือก ส่วนสาขา 2 ตั้งอยู่ที่หลัง มช.(มหาวิทยาลัยเชียงใหม่) แต่ไม่ค่อยมีที่จอดรถทั้ง 2 สาขา แนะนำให้ขับรถมอเตอร์ไซค์ไป หรือใช้บริการรถแดงเพื่อความสะดวกในการเดินทาง

ด้วยความเปลี่ยนไปตามยุคสมัยทำให้สุกียากี้ในปัจจุบันมีให้เลือกรับประทานกันอย่างหลากหลาย และถูกดัดแปลงไปเรื่อย ๆ ตามความนิยม เพื่อให้ถูกปากมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสุกี้ในแบบหม้อไฟ หรือเพิ่มเติมเนื้อสัตว์ต่าง ๆ ลงไปเพิ่มความพิเศษให้กับสุกียากี้ถ้วยโปรดของใครหลาย ๆ คน อีกทั้งร้านสุกี้ในประเทศไทยก็มีให้เลือกหลายร้านตามความชอบของแต่ละคน บางร้านก็มักจะมีอาหารพิเศษที่สามารถสั่งมาทานเป็นออร์เดิฟ เช่น เป็ดย่าง ติ่มซำ หรือบะหมี่หยก ก็ถูกอกถูกใจสำหรับคนไทยที่พาครอบครัวไปรับประทานกันทั่วบ้านทั่วเมือง

ของดีเชียงใหม่ “ไส้อั่วเก๊าบ่าขาม”

จังหวัดเชียงใหม่เป็นจังหวัดที่อยู่ทางภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย เป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่มีนักท่องเที่ยวแวะเวียนกันเข้ามาเยี่ยมชมอยู่ตลอด สิ่งหนึ่งที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาเชียงใหม่นั่นก็คือ อาหารเหนือ สำหรับนักท่องเที่ยวที่มาถึงเชียงใหม่แล้วไม่ได้มาชิมอาหารเหนือก็เหมือนจะมาไม่ถึง อาหารเหนือสำหรับนักท่องเที่ยวที่มาเชียงใหม่อาจจะดูเลือกยาก แต่อยากให้ลองทาน “ไส้อั่ว” อาหารเหนือที่เป็นสัญลักษณ์ของเชียงใหม่รองลงมาจากแคบหมู และน้ำพริกหนุ่ม ความเป็นเอกลักษณ์ของไส้อั่วของแต่ละร้านก็จะแตกต่างกันออกไป รวมไปถึงวิธีการทำซึ่งมีทั้งแบบย่างบนเตาถ่านร้อน ๆ และแบบทอด

ไส้อั่วมีลักษณะคล้ายกับไส้กรอกที่เราเองคุ้นชิน เพียงแต่วิธีการทำนั้นจะละเอียดกว่าโดยการนำ ไส้อ่อนหมูยัดไส้ไปพร้อมกับเครื่องแกงและเนื้อหมูบด วิธีการนี้ทางภาคเหนือจะเรียกอั่ว กรอกเข้าไปในไส้หมู บิดให้เป็นท่อนพอประมาณ รัดหัวและท้ายของไส้เพื่อไม่ให้เครื่องแกงไหลออกมากจนทะลัก จากนั้นนำไปย่างให้เกรียมใช้ไม้จิ้มฟันจิ้มเพื่อเป็นการระบายอากาศและทำให้ไส้ไม่แตก ไส้อั่วจะมีกลิ่นหอมชวนรับประทาน บางทีก็เลือกใช้วิธีการทอดกลิ่นก็จะหอมไปอีกแบบ บางที่นอกจากจะใช้หมูแล้วยังใช้ตับเป็นวัตถุดิบเพื่อสร้างความแปลกใหม่ให้กับไส้อั่ว เรียกไส้อั่วตับ หรือบางท้องถิ่นอาจจะมีการผสมหน่อไม้ไปด้วย เรียกว่า ไส้อั่วหน่อ แต่คนส่วนใหญ่มักจะนิยมรับประทานไส้อั่วหมูมากกว่าเนื่องจากรับประทานง่าย และหาซื้อได้ทั่วไป

อีกหนึ่งเอกลักษณ์ของไส้อั่วเก๊าบ่าขาม ที่มากไปกว่ารสชาติก็คงจะเป็นกลิ่นหอมของสมุนไพร ที่ต้องโครกกันให้ละเอียด เครื่องเทศที่คัดสรรมาแล้ว ทั้งตะไคร้ พริกแห้ง กระเทียม และอีกหลาย ๆ อย่าง ทำให้ “ไส้อั่วเก๊าบ่าขาม” เป็นร้านที่ได้รับความนิยมของลูกค้าและนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก รสชาติดี เนื้อไส้อั่วหอม มัน เมื่อกัดเข้าไปจะพบกับความฉ่ำของเครื่องแกงที่ผสมกับหมู ไม่มีความเลี่ยนมาทำให้เสียอรรถรสในการชิม เนื้อค่อนข้างแน่น ย่างบนเตาถ่านร้อน ๆ ควันโขมง ส่งกลิ่นเย้ายวนใจ ดึงดูดคนหิวให้มาต่อคิวซื้อกันอย่างเนืองแน่น สำหรับใครที่ซื้อทานที่ร้านแล้วยังไม่อิ่ม อยากจะซื้อกลับบ้านไปหรือซื้อเป็นของฝาก ที่ร้านเค้าก็มีไส้อั่วในรูปแบบที่ซื้อกลับไปได้ด้วยเผื่อใครที่อยากจะนำไปเป็นของฝาก

การเดินทางมาที่ร้านไส้อั่วเก๊าบ่าขามค่อนข้างหาง่าย เพราะร้านจะตั้งอยู่หน้าตลาดสดแม่เหี้ยะ ถนนเส้นคันคลองชลประทาน ที่ร้านไม่มีโต๊ะให้นั่งรับประทาน ร้านเปิดตั้งแต่ 8 โมงเช้า ขายไปเรื่อย ๆ จนกว่าของจะหมด ที่ร้านไม่ได้มีดีแค่ไส้อั่วแต่ยังมีอาหารเหนืออีกหลายอย่างให้เลือกชิมกันไม่ว่าจะเป็นแหนมย่าง น้ำพริกหนุ่ม หมูสามชั้นย่าง หมูยอ และอีกหลาย ๆ อย่างเตรียมพร้อมรอเหล่าบรรดานักท่องเที่ยวกันเข้ามาชิมกัน

อัญมณีล้ำค่า เป็นขนมหวานถ้วยโปรด แห่ง “ร้านทับทิมกรอบเจ๊อ้วน”

ประเทศไทยเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องอาหารการกิน ทั้งของคาว ของหวาน ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติไทยที่โดดเด่น และนิสัยของคนไทยที่กินคาวแล้วต้องกินหวานจึงทำให้อาหารไทยมีหลายเมนูเป็นที่น่าสนใจแก่ชาวต่างประเทศ และเนื่องจากประเทศไทยอยู่ในเขตร้อนจึงทำให้มีเมนูขนมหวานต่าง ๆ มากมายมาเพื่อดับร้อน นอกจากจะช่วยคลายร้อนได้บ้างแล้ว ชื่อของขนมหวาน และอาหารอื่น ๆ ยังจะต้องเป็นชื่อที่เป็นมงคลเหมาะแก่การนำไปใช้ในพิธีมงคลอีกด้วย

ขนมหวานคล้ายร้อนของประเทศไทยที่ชื่อเป็นมงคลอีกหนึ่งอย่างคงหนีไม่พ้น “ทับทิมกรอบ” เป็นขนมหวานไทยที่มีลักษณะคล้าย ๆ กับผลไม้อย่างหนึ่ง คือ ทับทิม ที่จะมีลักษณะเป็นเม็ดเล็ก ๆ สีแดงเข้มสลับอ่อน นิยมทานในทุกฤดูกาล โดยเฉพาะฤดูร้อน เป็นขนมหวานที่มีลักษณะเป็นเม็ดทับทิมกรอบ สีแดง สีสันสดใส ซึ่งข้างในจะเป็นแห้ว นำมาตัดเป็นชิ้นเล็ก ๆ พอดีคำ หุ้มด้วยแป้งที่ผสมสีแดงฉ่ำ แล้วนำเอาไปต้มเพื่อให้ตัวแป้งสุก เคี่ยวน้ำกะทิจนแตกมัน ตักใส่ทับทิมกรอบพร้อมกับราดน้ำเชื่อมลงไป ลอยดอกมะลิเพื่อเพิ่มความหอม โรยน้ำแข็งทุบละเอียดลงไป รสชาติหอมชื่นใจ

ร้านทับทิมกรอบที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในจังหวัดเชียงใหม่คงหนีไม่พ้นร้านชื่อดังเจ้านี้ “ทับทิมกรอบเจ๊อ้วน” ร้านนี้เปิดมานานกว่า 20 ปีแล้ว มีเมนูทั้งของคาว ของหวานแต่ทีเด็ดที่สุดคงจะต้องเป็น ทับทิมกรอบอันเลื่องชื่อ สูตรของร้านที่ทำเองตั้งแต่การเคี่ยวน้ำกะทิ จนถึงการคัดเลือกแห้ว เรียกว่าทำเองทั้งหมดได้ทั้งความเข้ม ความมัน จนลูกค้าหลาย ๆ ท่านถึงต้องกับยกซด เมนูทับทิมกรอบของเจ้อ้วนมีมาให้เลือกทั้งหมด 3 สูตร ทั้งสูตรที่เป็นทับทิมกรอบกับมะพร้าวกะทิ หรือจะเป็นสูตรที่เพิ่มเครื่องเคียงอย่างเช่น พุทราเชื่อม แห้วเชื่อม หรือสูตร 3 ที่ใส่รวมทั้งหมดมาเลยทั้งสลิ่ม ทั้งมันเชื่อม เรียกว่าจัดเต็มมาเลยก็ได้ เวลาเคี้ยวไปจะรู้สึกกรอบและนุ่มลิ้น น่าไปลิ้มลองเป็นที่สุด ร้านนี้ตั้งอยู่บนถนนศรีดอนไชย เลยพันทิพย์พลาซ่าไปทางแม่น้ำปิง ร้านคนจะแน่นตลอด เพราะทุกคนต่างอยากมาลองชิมขนมหวานแสนอร่อยจากร้านทับทิมกรอบเจ้อ้วน

ขึ้นชื่อว่าขนมหวานแล้ว รสชาติก็ต้องหวานตามไปด้วย แต่ขนมหวานไทยเอกลักษณ์ของความหวานจะอยู่ที่การเคี่ยวน้ำเชื่อมไม่ให้ออกมาหวานแหลมเกินไป แต่จะเป็นความหวานแบบละมุนลิ้น มีความมันและเค็มจากกะทิเป็นการตัดความเลี่ยนของขนมหวาน รวมไปถึงกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ของขนมหวานแต่ละชนิด ที่นอกจากจะทำให้รู้สึกสดชื่นแล้วยังเป็นการกระตุ้นความอยากอาหารสำหรับคนที่รู้สึกเบื่ออาหาร แต่ถ้าหากทานมากเกินไปก็อาจจะทำให้อ้วนได้ เรียกว่าทานได้ แต่ต้องอย่าลืมที่จะรักษาสุขภาพควบคู่กันไปด้วยจะได้มีความสุขควบคู่กันนาน ๆ

ร้านข้าวเงี้ยวดังระดับตำนาน “ข้าวเงี้ยว ตาบุญ” เชียงใหม่เจ้า

“ข้าวเงี้ยว” หรืออีกชื่อที่คนทางภาคเหนือมักเรียกอาหารชนิดนี้กันอีกอย่างหนึ่งคือ “ข้าวกั้นจิ้น” เป็นอาหารพื้นบ้านล้านนาที่ส่วนใหญ่มีแค่คนเหนือเท่านั้นที่รู้จัก เดิมทีข้าวเงี้ยวเป็นอาหารที่ได้รับอิทธิพลมาจากไทยใหญ่ ซึ่งในอดีตชาวล้านนาจะเรียกชาวไทยใหญ่ว่า เงี้ยว จึงเป็นที่มาของการเรียกอาหารชนิดนี้ว่า ข้าวเงี้ยว แต่ในบางพื้นที่ก็มักจะเรียกกันอีกอย่างหนึ่งคือข้าวกั้นจิ้น อาจจะเป็นเพราะมีขั้นตอนการทำดังนี้ นำข้าวสวย มาคลุกเค้า บีบและนวด ผสมกับเลือดหมูที่คั้นกับตะไคร้เพื่อดับกลิ่น และปรุงรสด้วยเครื่องปรุงต่าง ๆ ตักข้าวที่คั้นกับเลือดมาห่อกับใบตอง แล้วนำไปนึ่งจนสุก ก็เป็นอันเสร็จ พร้อมรับประทาน ขั้นตอนการคลุกเค้าแบบนี้ชาวเหนือจะเรียกว่า กั้น จึงเป็นที่มาของชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า  ข้าวกั้นจิ้น

หากคุณแวะมาเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ แนะนำให้ลองไปชิมร้าน ข้าวเงี้ยวตาบุญ เป็นร้านข้าวเงี้ยวในตำนานของชาวเชียงใหม่ ซึ่งอยู่บริเวณด้านหน้าการประปาเชียงใหม่ ก่อนถึงโลตัสคำเที่ยง ซึ่งชื่อระดับตำนานที่จะต้องกล่าวถึงนี้ก็คือ ตาบุญ เมื่อก่อนนั้นแกหาบข้าวเงี้ยวขายเลี้ยงครอบครัวมาเป็นเวลากว่า 50 ปี ปัจจุบันได้เสียชีวิตลงแล้ว สิ่งทีเหลืออยู่ก็คือ สูตรข้าวเงี้ยวอร่อย ๆ ของแกที่ทิ้งไว้ให้กับลูกหลานได้สืบต่อจนเปิดเป็นร้านข้าวเงี้ยวตาบุญ ที่เราได้เห็นกันทุกวันนี้

สำหรับใครที่แวะมาทานที่ร้านนี้อย่ามัวแต่ดูเมนูเพลินจนลืมสั่งเมนูต้นตำหรับของร้านนั่นก็คือ ข้าวเงี้ยว ซึ่งจะเสิร์ฟมาพร้อมกับเครื่องเคียงนั่นก็คือ กระเทียมเจียวที่จะมีน้ำมันติดมานิด ๆ พริกแห้งทอด ผักชี และแตงกวา เวลาทานต้องบีบมะนาว ๆ นิด ๆ เพิ่มรสชาติ เคี้ยวไปจะได้กลิ่นหอมของกระเทียมเจียว มีความฉ่ำของน้ำมันกระเทียมเจียว ตัดเลี่ยนด้วยพริกแห้งทอด ต้องบอกเลยว่าจานเดียวไม่พอแน่นอน

เมนูอื่นที่ไม่ควรพลาดสำหรับร้านนี้นอกจากข้าวเงี้ยวแล้วก็คือ ข้าวซอย และขนมจีนน้ำเงี้ยว ซึ่งถ้ามาถึงเชียงใหม่แล้วไม่ได้กินก็ดูเหมือนจะมาไม่ถึง เมนูขนมจีนร้านนี้มีหลายน้ำให้เลือกชิม ทั้งน้ำแกงเขียวหวานไก่ น้ำยากะทิ แกงเผ็ดไก่ หรือถ้าใครไม่อยากกินเส้นก็สามารถสั่งราดข้าวได้ แต่ถ้าลังเลใจแนะนำเป็นเมนู ข้าวเงี้ยวราดน้ำเงี้ยว ก็เข้ากันจนอยากสั่งกลับไปกินที่บ้าน และยังมีของหวานอย่าง ลอดช่องแตงไทย หรือเฉาก๊วย ก็มีเหมือนกัน บรรยากาศในร้านสบาย ๆ สะอาด สะอ้าน ร้านเปิด 9 โมงเช้า ถึง 4 โมงเย็น หยุดทุกวันอาทิตย์

ข้าวเงี้ยวหรือข้าวกั้นจิ้นเป็นอาหารของชาวเหนือ ใครที่เป็นชาวเหนืออยู่แล้วคงรู้กันดีว่ารสชาติมันอร่อยติดใจอย่างไร สำหรับใครที่ยังไม่เคยลองชิมแล้วแวะมาเที่ยวเชียงใหม่หรือจังหวัดทางภาคเหนือ ถ้ามีโอกาสอย่าลืมลิ้มลองรสชาติอาหารชนิดนี้ดูเพราะว่าด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไปทำให้อาหารชนิดนี้เริ่มที่จะหาทานได้ยากขึ้นแล้ว